Gays in China want government to allow them to marry.

ไชน่าเดลี่ (29 พ.ย.) - ผู้เชี่ยวชาญจีนเผย เมื่อปัญหาการแพร่ระบาดของโรคเอดส์ในจีนพบมากในกลุ่มเกย์ วิธีการที่ช่วยควบคุมการติดเชื้อเอดส์ก็คือ การเปิดให้เพศเดียวกันสามารถแต่งงานได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
       
       ผู้เชี่ยวชาญออกมาเตือนในงานเอดส์โลกเมื่อวันพุธ (24 พ.ย.) "แม้อัตราการติดเชื้อเอดส์ในจีนอยู่ที่ 0.05 เปอร์เซ็นต์ แต่กลุ่มชายรักชายหรือเกย์ เป็นกลุ่มเสี่ยงและแพร่กระจายเชื้อเอดส์มากที่สุด อาทิในบางเมือง เกือบ1 ใน 5 ของของผู้ติดเชื้อเอดส์ เป็นกลุ่มเกย์"
       
       ศ.จัง เป่ยชวน แห่งมหาวิทยาลัยชิงเต่า ผู้อุทิศการต่อสู้เพื่อสิทธิชาวสีม่วง ชี้ว่า "หากทำให้คนเพศเดียวกันสามารถแต่งงานได้ถูกต้องตามกฎหมาย ก็จะช่วยทำให้สัมพันธภาพของพวกเขามั่นคงยาวนานขึ้น และจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอดส์ การขาดการยอมรับทางกฎหมายทำให้พวกเขาไม่ต้องรับผิดชอบต่อคนรัก จึงมักมีพฤติกรรมเปลี่ยนคู่นอนไปเรื่อย ๆ ทำให้มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอดส์สูงมาก"
       
       ดร.เห่า หยัง รองผู้อำนวยการสำนักป้องกันและควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขเผย "รัฐบาลยังคงทำงานหนักเพื่อรวบรวมอาสาสมัครชาวเกย์ ช่วงนี้รัฐบาลสามารถอบรมสมาชิกชาวเกย์ได้เดือนนละ 90,000 คน เพื่อให้ความรู้ด้านการมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย พร้อมแจกถุงยางอนามัยฟรี แต่ตัวเลขดังกล่าวก็ยังน้อยกว่าความเป็นจริงอยู่มาก"
       
       ชาวสีม่วงหลายคนสนับสนุนความวิธีคิดของ ศ.จัง ที่ให้คนรักร่วมเพศสามารถแต่งงานกันได้ตามกฎหมาย คู่รักเกย์คู่หนึ่ง ชื่อจัง เจิ้น และอิง จือ (นามแฝง) ได้จัดงานแต่งงานขึ้นเมื่อ 20 พ.ย. ท่ามกลางการสนับสนุนอย่างอบอุ่น ในพิธีแต่งงานจัดที่ไนท์คลับแห่งหนึ่งในเมืองฉังโจว ตะวันออกของมณฑลเจียงซู มีแขกร่วมงานถึง 300 คน
       
       จัง เจิ้น วัย 40 กล่าวว่า "แม้ว่าพวกเราไม่ได้มีทะเบียนสมรสตามกฎหมาย หรือมีพิธีแต่งงานที่ได้รับคำอวยพรจากเพื่อนฝูง ญาติผู้ใหญ่ตามประเพณี แต่นี่ก็จะเป็นเครื่องยืนยันความรัก ความรับผิดชอบ และความซื่อสัตย์ต่อกัน"
       
       สถิติกระทรวงสาธารณสุข ยกตัวเลขในมหานครฉงชิ่ง พบการติดเชื้อเอดส์ของชาวเกย์เพิ่มขึ้นสองเท่าจาก 10.6 เปอร์เซ็นต์ในปี 2549 ขึ้นมาอยู่ที่ 19.2 เปอร์เซ็นต์ในปี 2552 และแนวโน้มสถิติเพิ่มขึ้นในลักษณะนี้ในอีกหลายเมือง
       
       กระทรวงสาธารณสุขอ้างว่า มีจำนวนคนรักร่วมเพศประมาณ 5-10 ล้านคนในจีน แต่ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า นั่นเป็นการประเมินที่แคบเกินไป จำนวนที่แท้จริงน่าจะอยู่ที่ 40 ล้านคน
       
       แม้จะมีการเรียกร้องให้คนรักร่วมเพศสามารถแต่งงานได้ แต่กว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของคนรักร่วมเพศในจีนก็ได้แต่งงานกับเพศตรงข้ามไปเรียบร้อยแล้ว ศ.จัง เป่ยชวนกล่าวเพิ่มเติมว่า "เกย์ที่แต่งงานกับผู้หญิง จะทำให้ผู้หญิงมีโอกาสเสี่ยงติดเชื้อเอดส์ตามไปด้วย และถึงแม้จะอนุญาตให้เกย์แต่งงานกันตามกฎหมาย แต่เกย์หลายคนก็คงไม่เลือกแต่งงาน เพราะเกรงความเสื่อมเสีย และต้องอับอายที่ถูกสังคมชี้ว่าเป็นคนรักเพศเดียวกัน"

คนรักปลา ปลาตัวละเป็นล้านยังซื้อ บ้าหรือเปล่า?

ผมไม่ได้บ้า ...เสียงจากปากคนที่ตั้งราคาขาย ปลามังกรเกือบ 10 ล้าน

แหล่งที่มา : ไทยรัฐ   2010-11-18 10:23:23
หนุ่ม ที่หลายคนว่าเพี๊ยน ตั้งราคาขายปลามังกรหรืออะโรวาน่าราคาเกือบ 10 ล้าน รถบีเอ็มคันงาม บ้านสุดหรู พระสมเด็จฯ ใครมีอยากได้ปลามาแลกได้
ราคา แพงกว่าซื้อรถ หรือคอนโดมิเนียมเสียอีก สำหรับเจ้าปลาอะโรวาน่าของร้าน CCN ชัยนำโชค ตลาดนัดซันเดย์ ซึ่งด้วยสายพันธุ์ของปลาชนิดนี้ก็มีต้นทุนการเลี้ยงที่แสนแพงอยู่แล้ว  ความนิยมเลยอยู่ในกลุ่มพวกเศรษฐีมากกว่า เพราะเชื่อกันว่าปลาสายพันธุ์นี้เป็นสัตว์ที่สร้างความมงคลให้ชีวิต โดยเจ้าของปลา พี่ชัย -ชาญชัย นาคประสิทธิ์ บอกว่ารักมาก รองจากครอบครัวเลยก็ว่าได้

 


"ปลา ตัวนี้ไปๆมาๆ 3 รอบแล้ว ตอนยังเล็กๆ ขายไป 3.5 แสนบาท และซื้อกลับมา 5 แสนกว่าบาท และก็ขายไปอีก พอซื้อกลับมาราคา 1.2 ล้าน ตอนนี้เลยไม่อยากขายแล้ว แต่ถ้าใครซื้อก็ต้องราคาตามนี้ครับ 8.8 ล้านบาท ก็มีคนติดต่อมานะ เคยให้ราคาผม 4-5 ล้านบาท แต่ผมไม่ขายนะ เพราะไม่รู้จะเอาเงินไปทำอะไร หนี้สินที่เคยมีเกือบ 100 กว่าล้าน สมัยที่ผมทำธุรกิจเจ๊งก็เคลียร์เกือบหมดแล้วด้วย ผมเลยจะเลี้ยงเขาไปเรื่อยๆ ถ้าได้ราคาที่ตั้งค่อยว่ากันอีกที"

เจ้าอะโรวาน่าสีงาช้างตัวนี้ ถือว่ามีความผูกพักกับพี่ชัยมาก เขาบอกว่าเห็นมาตั้งแต่ตัวเล็กๆ อีกทั้งปลาตัวนี้เป็นสัตว์มงคลด้วย เลยมีความภูมิใจที่ได้เป็นเจ้าของ


"อะไร ก็ตามที่เป็นของแปลกและคนอื่นไม่มี ถ้าเป็นของเรามันก็มีคุณค่าทั้งนั้น ยิ่งเป็นสิ่งมงคลด้วยมันก็ยิ่งทำให้รู้สึกภูมิใจนะ  ปลาตัวนี้ทำให้ผมมีความสุข เพราะเรามีของดีที่คนอื่นไม่มี ตอนนี้เรียกว่ารักเขารองๆ จากเมียและลูก ก็คอยให้อาหารสม่ำเสมอ เพราะตัวเขาตอนนี้ยังโตไม่เต็มที่นะ อะโรวาน่าจริงๆ ถ้าโตสุดๆ เกือบเมตร และมีอายุร่วม 70 ปี คือพอๆ กับคนเลย"

นอกจากมีปลาอะโรวาน่าราคา เหยียบ 9 ล้านแล้ว ในร้านยังมีสัตว์แปลกๆ ชนิดอื่นที่เป็นสัตว์มงคล และเป็นของแปลกอีกนับไม่ถ้วน  และได้สร้างเม็ดเงินให้กับเขาอย่างมหาศาล แต่กว่าจะมีวันนี้ได้ซึ่งเจ้าของร้าน CCN ชัยนำโชคได้เล่าถึงเริ่มแรกที่หันมาเลี้ยงปลามงคลว่า


"จริงๆ ผมไม่ได้เป็นคนชอบเลี้ยงสัตว์อะไรหรอก แต่เมื่อปี 40 ธุรกิจที่ผมทำมันเจ๊ง แล้วตอนนั้นผมมีหนี้เกือบ 100 ล้าน เครียดมากๆ จนมีอยู่คืนนึงพ่อมาเข้าฝันบอกให้เลี้ยงปลาจะดีขึ้น ผมก็เลยลองดู แต่ช่วงแรกผมก็ทำแต่ไม่ใช่ปลาสวยงาม และเรายังไม่มีความรู้ มันก็ทุลักทุเลบ้าง พอเปลี่ยนมาเลี้ยงปลาสวยงาม และรู้วิธีการดูแลจนชำนาญก็เริ่มดีขึ้นมาเรื่อยๆ ร้านผมตอนนี้เลยเปิดตลอดมา 8 ปีกับอีก 11 เดือน ไม่เคยปิดร้านเลยครับ และผมก็เชื่อเรื่องฮวงจุ้ยด้วย เลยจัดร้านให้มีแต่สิ่งมงคลเพราะเราขายสิ่งที่เป็นมงคล"

ถึงจะเป็น สัตว์เลี้ยง แต่ขึ้นชื่อว่าเป็นสัตว์มงคลด้วยแล้ว การจะได้มาเป็นเจ้าของคงต้องสำหรับคนกระเป๋าหนัก  ซึ่งพี่ชัยบอกว่าถ้าอยากเลี้ยงจริงๆ อย่างต่ำก็เตรียมไว้เลย 100,000 บาท!
 
"สำหรับคนที่ชอบปลา อะโรวาน่าจริงๆ และอยากเลี้ยงมาก อย่างต่ำเลยนะต้องมีคือ 1 แสนบาท แต่ที่ร้านผมบางคนที่ชอบแต่ไม่อยากเสียเงินเขาก็จะเอาของมาแลกอย่างพวกพระ เครื่อง หรือสัตว์แปลกๆ ที่ผมดูแล้วถูกใจ ถ้าราคาต่อรองกันแล้วโอเคก็จะแลกกัน คือไม่จำเป็นต้องมาเป็นเงินตลอดครับ อย่างล่าสุดผมก็เพิ่งเอาปลาอะโรวาน่าสีทองกับสีแดงแลกกับพระสมเด็จองค์ละ 5 ล้านไปเอง"
 

เป็น การสร้างความมงคลที่ใช้เม็ดเงินสูงทีเดียว  ของแบบนี้ไม่รวยจริงอย่าได้หวัง ส่วนราคาจะดูสมเหตุสมผลหรือไม่นั้น อันนี้ต้องวัดจากความพอใจล้วนๆ จริงๆ

ชาวเขมรเหยียบกันตาย ๓๓๙ ศพ งานลอยกระทง ๒๕๕๓



ฺBlack Loy Krathong Day, Nov 22, 2010

คนเขมรตื่นเหยียบกันตาย 345 ศพงานลอยกระทง  (ไอเอ็นเอ็น)


          พบผู้เสียชีวิตกว่า 300 คน ในวันประเพณีลอยกระทงประจำปีใน กัมพูชา หลังเกิดเหตุโกลาหล เหยียบกันเละ ด้านสมเด็จฮุนเซนเร่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ พร้อมประกาศลดธงครึ่งเสา เพื่อเป็นการไว้อาลัยในวันนี้ 

          เหตุการณ์ เกิดขึ้น บนสะพานที่เชื่อมระหว่างเกาะเพชร ที่ทอดตัวยาว ตามแนวทะเลโตนเลสาบ กับแผ่นดินใหญ่ เมื่อเวลาประมาณ 21.30 น. ช่วงค่ำวานนี้ (22) ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของงานเทศกาลลอยกระทง วันประเพณีประจำปีของประเทศกัมพูชา ในช่วงวันเพ็ญเดือน 12 ในขณะที่มีผู้คนอัดแน่น อยู่บนเกาะและสะพานดังกล่าว โดยพยานผู้อยู่ในเหตุการณ์เล่าว่า ฝูงชนเริ่มตกใจ เมื่อมีคนหมดสติล้มลงกับพื้น และสถานการณ์เริ่มเลวร้ายลงอีก เมื่อมีคนจำนวนมาก รีบแย่งกันข้ามสะพานที่เชื่อมระหว่างเกาะ จนตกลงไปในน้ำ

          หลังเกิดเหตุ สมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา กล่าวผ่านสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่น ว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 180 ราย และบาดเจ็บอีกนับร้อยคน ขณะที่ยังไม่เป็นที่แน่ชัด ถึงสิ่งที่ก่อให้เกิดความแตกตื่น และจะจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อตรวจสอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่อย่างไรก็ดี ผู้เสียชีวิตอาจจะเพิ่มมากขึ้น หลังผู้ได้รับบาดเจ็บหลายรายมีอาการแย่ลง และสิ่งอำนวยความสะดวกทางการแพทย์ที่มีอยู่อย่างจำกัด

          ทั้งนี้จากการคาดการณ์ของหน่วยงานต่าง ๆ คาดว่า น่าจะมีผู้เดินทางมาร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลลอยกระทง ซึ่งกินระยะเวลา 3 วัน ที่กรุงพนมเปญ ราว 2 ล้านคน

          ต่อ มา เมื่อเวลาประมาณ 02.30 น. สมเด็จฮุนเซน กล่าวให้สัมภาษณ์สดทางโทรทัศน์ ว่ายอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็น 339 ราย โดยบางสำนักข่าวรายงาน ยอดผู้เสียชีวิตที่ 345 ราย และบาดเจ็บอีกกว่า 400 คน ซึ่งถูกส่งตัวไปรักษายัง 5 โรงพยาบาล ใกล้เคียง พร้อมทั้งกำหนดวันไว้ทุกข์ในวันนี้ (23 พ.ย.) เพื่อเป็นวันไว้อาลัยแก่ผู้เสียชีวิต โดยจะมีการลดธงลงครึ่งเสาร์ทั่วประเทศ เพื่อส่งความเสียใจไปยังครอบครัวผู้ประสบเหตุ ขณะที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยยังทำการค้นหาผู้ที่กระโดดลงมาจากสะพาน ซึ่งไม่ทราบจำนวนที่แน่ชัด ตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา

ประโยชน์ของการดื่มเบียร์?

 
มีคนฟอร์เวิร์ดเมล์ เรื่องประโยขน์ของการดื่มเบียร์ให้ผม 
ผมเลยเอามาเผยแพร่์ ดูว่ามันดีอย่างไร


ดีขนาดนี้จะช้าอยู่ทำไมไปหาเบียร์กินกันเถอะ
ประโยชน์ของการดื่ม"เบียร์"
เบียร์มีสารต่างๆ มากกว่า 1,000 ชนิด มีวิตามินและเกลือแร่ช่วยให้เส้นประสาทและกล้ามเนื้อแข็งแรง

 สำหรับ คอเบียร์คงหูผึ่งเมื่อมีคนบอกว่าเบียร์มีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ถึงอย่างไรก็ควรดื่มพอประมาณ แล้วเหตุใดฝรั่งจึงบอกว่าเบียร์ดีมีประโยชน์ เหตุผลก็คือเบียร์มีสารต่างๆ มากกว่า 1,000 ชนิด รวมทั้งวิตามินและเกลือแร่ เช่น สังกะสี แมกนีเซียม เหล็ก และแร่ธาตุจำเป็น ซึ่งช่วยให้เส้นประสาทและกล้ามเนื้อ แข็งแรง เหตุผลดีๆ ยังมีอีกมากมาย เช่น
 ป้องกันโรคหัวใจ จากการศึกษาของนักวิชาการพบว่า ผู้ที่ดื่มเบียร์มีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจน้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้ดื่มเบียร์ 40 - 60% แต่ควรดื่มไม่เกินครึ่งลิตรต่อวัน
 
 ช่วยลดความเสี่ยงโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต สารที่มีประโยชน์ในเบียร์สามารถช่วยป้องกันเส้นเลือดอุดตันจึงช่วยป้องกันโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต

 ช่วยลดความดันโลหิต แพทย์ชาวฮอลแลนด์และจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดค้นพบว่า การดื่มเบียร์ช่วยลดความดันโลหิตสูงได้

 ป้องกันเบาหวาน ผู้ที่ดื่มเบียร์มีจำนวนน้อยที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน เหตุผลก็คือ เบียร์ทำให้ร่างกายสามารถปรับฮอร์โมนอินซูลิให้ความทรงจำดี นักดื่มเบียร์จึงไม่ค่อยเป็นโรคอัลไซเมอร์
 ช่วยให้กระดูกแข็งแรง เบียร์ให้ผลดีต่อกระดูก สามารถช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุนได้ แต่ได้ผลเฉพาะกับหนุ่มสาวเท่านั้น

 ช่วยให้อายุยืน จากการศึกษามากกว่า 50 สำนัก พบว่า ผู้ที่ดื่มเบียร์วันละ 1 - 2 แก้ว มักจะมีอายุที่ยืนยาว เนื่องจากเบียร์มีสารปกป้องหัวใจ
 
 ป้องกันท้องร่วง โมเลกุล ในเบียร์มีส่วนประกอบเหมือนกันกับกรดนมและน้ำส้มสายชู สารที่ว่านี้ขัดขวางเชื้อโรคในลำไส้ที่เป็นสาเหตุของท้องร่วงไม่ให้แพร่ เชื้อจนท้องเสีย

ต้านความเครียด นักวิชาการจากมหาวิทยาลัย Montreal ค้นพบว่า คนทำงานที่ได้ดื่มเบียร์บ้างเป็นครั้งคราวมีความเครียดน้อยกว่าผู้ที่ไม่ดื่มเบียร์

ป้องกันนิ่วในถุงน้ำดีและในไต  นักวิชาการจากเมืองเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ค้นพบว่า การดื่มเบียร์วันละหนึ่งขวดก็จะได้รับแมกนีเซียม ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงโรคนิ่วในไตได้ถึง 40%
ป้องกันโรคนอนไม่หลับ สารจากดอก Hops ใน เบียร์เปรียบเสมือนยานอนหลับจากธรรมชาติ ช่วยให้ประสาทผ่อนคลาย ดังนั้น การดื่มเบียร์หนึ่งแก้วในตอนเย็นจึงเหมือนกับการกินยานอนหลับ

 ช่วยต้านมะเร็ง เบียร์มีสารโพลีฟีนอยด์ที่จะช่วยป้องกันมะเร็ง โดยการดักจับอนุมูลอิสระตัวร้ายออกจากร่างกาย สารโพลีฟีนอยด์หลักก็คือ Xanthohumol ซึ่งมีข้อดี คือ ช่วยยับยั้งโปรตีนที่ช่วยในการพัฒนาการของมะเร็ง
 
ช่วยให้ผิวสวย ในเบียร์มีวิตามินสูง เช่น Pantothenic Acid วิตามินบี 3 และไนอาซิน ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการผลิตเซลล์ผิวใหม่ ช่วยสร้างคอลลาเจนและเม็ดสี ผิวจึงเรียบเนียนและอ่อนนุ่ม

จดหมายส่งต่อฉบับนี้ผมตอบเขาไปว่าอย่างนี้ครับ จริงไม่จริงพิจารณากันเอง

เรื่องการดื่มเบียร์ ถึงมันจะดีเลิศประเสริฐศรีอย่างไร ผมคงไม่เอาแล้ว เพราะผมดื่มมาตั้งแต่อายุสิบกว่าจนถึงสี่สิบกว่า บอกง่ายๆ ว่าในปัจจุบันเบียร์เป็นสิ่งที่ผมไม่เห็นคุณค่าใดๆ อีกแล้ว

สำหรับผม...

การดื่มเบียร์ ทำให้เสียเวลาคุยกับลูกและภรรยา
การดื่มเบียร์ ทำให้เสียเงินค่าซื้อเบียร์
การดื่มเบียร์ อาจทำให้กระเพาะเป็นแผล

การดื่มเบียร์ ทำให้เมียผมไม่ชอบเพราะมันเหม็นกลิ่นลมหายใจ และมีกลิ่นออกตัว
การ ดื่มเบียร์ ทำให้เพื่อนเสียเวลานั่งคุยกับเรา เพราะมันต้องใช้เวลานาน บางครั้งดื่มเพลินจนไม่รู้เวลา บางครั้งติดลมไปต่อที่ร้านคาราโอเกะ อีกทำให้เสี่ยงภัยอีก ทำให้ครอบครัวของเพื่อนอาจมีปัญหากันได้
การดื่มเบียร์ ทำให้ฉี่บ่อย เพราะมีแต่น้ำในร่างกายมาก ไตทำงานหนักมากขึ้น ตับทำงานมากขึ้น
การดื่มเบียร์  ทำให้บวม ดื่มไปหลายปีหน้าจะบวบ ตัวบวบ แขนบวบน้ำ
การดื่มเบียร์  อาจทำให้เส้นเลือดในสมองแตก เพราะเลือดฉีดแรงเกินไป เพื่อนผมตายไปเพราะดื่มเบียร์เป็นนิสัย

การดื่มเบียร์ ทำให้ครอบครัวแตกแยกได้หาก คุมสติไม่ได้อาจมีเพศสัมพันธ์กับคนใจง่ายคนอื่นๆ ได้
การดื่มเบียร์ ไม่ได้ทำให้ความเครียดลด แต่จะเพิ่มความเครียดเพราะมีค่าใช้ในครอบครัวสูงขึ้นโดยไม่จำเป็น
การดื่มเบียร์ ทำให้มีเวลาอ่านพระคัมภีร์น้อยลง
การดื่มเบียร์ ทำให้มีเวลาสามัคคีธรรมกับพี่น้องคริสเตียนน้อยลง หรือไม่มีเลย
การดื่มเบียร์ ทำให้ติดเป็นนิสัย และกลายเป็นทาส แอลกอฮอล์ เลิกไม่ได้ง่ายๆ
 
การดื่มเบียร์ ทำให้ภาพพจน์ของการเป็นอาจารย์ทางศาสนาเสียหายได้ เพราะคนไทยเชื่อว่า คนดีต้องไม่กินแอลกอฮอล์ หรือสูบบุหรี่ ยังเป็นสิ่งคนไทยยึดถืออยู่ลึกๆ ถึงแม้จะไม่ค่อยมีใครพูดถึง

การดื่มเบียร์ อาจไม่ผิดศีลทางศาสนาคริสต์  แต่ผู้รับใช้ที่ได้รับการเปลี่ยนแปลงชีวิตแล้ว มันไม่หิวเบียร์อีกเลย จริงๆ ครับ
ขอบคุณ อาจารย์ เปิ้ลที่ส่งต่อมา

การให้อภัย คนลาวให้อภัยคนไทย


ใน ระยะประวัติศาสตร์อันยาวนานนั้น นครหลวงเวียงจันทน์ก็มีทั้งระยะเจริญรุ่งเรืองและระยะระทมขมขื่น ถูกทำลายเผาผลาญและตกเป็นเมืองขึ้นของศักดินาต่างด้าวและจักรพรรดิ์ต่างแดน แต่ระยะที่เวียงจันทน์มีความสว่างแจ้งกว่าระยะไหนๆนั้น ก็คือตั้งแต่ปี 1975 มา จนถึงปัจจุบัน ซึ่งมีพรรคประชาชนปฏิวัติลาวเป็นผู้นำพาทำให้ลาวได้เป็นประเทศที่มีเอกราช อำนาจอธิปไตย เอกภาพและประชาชนลาวได้เป็นเจ้าของประเทศชาติอย่างแท้จริง”

คำกล่าวข้างต้นนี้เป็นการแถลงโดย สมบัด เยียลิเฮอ (แกนนำชาวม้งฝ่ายตรงข้ามกับนายพลวั่ง ปาว)เจ้า ครองนครหลวงเวียงจันทน์ ซึ่งยืนยันว่านครหลวงเวียงจันทน์ในปัจจุบันนี้นับเป็นระยะที่ประชาชน ลาวสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างปกติสุขมากที่สุด ทั้งนี้ก็เนื่องจากว่าลาวภายใต้การนำพาของพรรคประชาชนปฏิวัติลาวนับตั้งแต่ ปี 1975 เป็น ต้นมาจนถึงทุกวันนี้ถือเป็นระยะที่ประเทศลาวนั้นมีเอกราช มีเอกภาพ มีอำนาจอธิปไตย และประชาชนลาวก็เป็นเจ้าตนเองอย่างแท้จริงนั่นเอง

กล่าวสำหรับในปี 2010 นี้ ซึ่งเป็นระยะของการสถาปนาเวียงจันทน์เป็นเมืองหลวงของลาวครบรอบ 450 ปี พอดีนั้น ทางการลาวก็ยังได้ดำเนินการจัดเตรียมความพร้อมด้านต่างๆ เพื่อรองรับการจัดงานเฉลิมฉลองในโอกาสดังกล่าวนี้อย่างยิ่งใหญ่ โดยกำหนดที่จะจัดขึ้นในโอกาสเดียวกันกับบุญนมัสการพระธาตุหลวงในระหว่างวัน ที่ 15-21 พฤศจิกายนปีนี้ที่นครหลวงเวียงจันทน์

ทั้ง นี้โดยกิจกรรมหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งและทางการลาวก็กำลังเร่งมือ ดำเนินการให้แล้วเสร็จทันกำหนดการเฉลิมฉลองนครหลวงเวียงจันทน์ครบรอบ 450 ปีดังกล่าวนี้ด้วยก็คือการก่อสร้างอนุสาวรีย์ของเจ้าอนุวงศ์ (เจ้ามหาชีวิตองค์สุดท้ายแห่งราชอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์) ที่จะมีความสูงถึง 17 เมตร (รวมฐานและแท่นยืนด้วย) ซึ่ง ถือว่าเป็นอนุสาวรีย์ของอดีตเจ้ามหาชีวิตลาวที่สูงที่สุดและจะต้องใช้ทองแดง เฉพาะการหล่อรูปปั้นของเจ้าอนุวงศ์คิดเป็นน้ำหนักรวมถึง 8 ตัน เพื่อให้ประดิษฐานที่สวนสาธารณะริมฝั่งโขงที่อยู่ตรงข้ามกับฝั่งอำเภอศรีเชียงใหม่ในเขตจังหวัดหนองคายของไทยพอดี

ยิ่ง ไปกว่านั้น ทางการลาวยังได้จัดเตรียมพิธีการเฉลิมฉลองอนุสาวรีย์เจ้าอนุวงศ์อย่างยิ่ง ใหญ่ด้วยการจัดขบวนแห่อันครึกครื้นและดึงดูดมวลชนคนลาวทุกชนชั้นทั้งจากภาย ในและต่างประเทศเข้าร่วมด้วยทั้งยังถือเป็นการเปิดฉากการเฉลิมฉลองนครหลวง เวียงจันทน์ครบรอบ 450 ปี อย่างเป็นทางการด้วยนั้นก็จะเห็นได้ว่าทางการลาวภายใต้การนำพาของพรรค ประชาชนปฏิวัติลาวนั้นได้ให้ความสำคัญกับเจ้ามหาชีวิตพระองค์นี้ไม่ยิ่ง หย่อนไปกว่า เจ้าฟ้างุ้ม เจ้ามหาชีวิตผู้สถาปนาอาณาจักรล้านช้างหลวงพระบางขึ้นในปี พ.. 1900 และ เจ้าไชยเชษฐาธิราช เจ้ามหาชีวิตผู้สถาปนาเวียงจันทน์เป็นราชธานีของอาณาจักรล้านช้างแทนหลวงพระบางในปี พ.. 2103 แต่อย่างใดเลย

ทั้งนี้โดยถึงแม้ว่าพรรคประชาชนปฏิวัติลาว จะได้ล้มล้างสถาบันกษัตริย์และระบบศักดินาในลาวนับตั้งแต่ปี 1975 เป็น ต้นมาแล้วก็ตามแต่ก็หาได้เป็นปัญหาอย่างใดไม่ ซึ่งนั่นก็เป็นเพราะว่าวีรกรรมของเจ้าอนุวงศ์ ที่พรรคฯลาวได้เชิดชูขึ้นมาเป็นธงนำในการก่อสร้างอนุสาวรีย์เจ้าอนุวงศ์ใน ครั้งนี้ ก็คือการเป็นเจ้ามหาชีวิตที่ได้กระทำในทุกวิถีทางเพื่อประกาศอิสรภาพและความ เป็นเอกราชของชาติลาว ซึ่งก็เช่นเดียวกันกับการต่อสู้และการนำพาของพรรคฯลาวนั่นเอง

กล่าวสำหรับอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์ภายหลังจากที่ได้ประกาศเอกราชจากพม่าในปี พ..2146 ในรัชสมัยของพระวรวงศาธรรมิกราช ซึ่งก็ทำให้อาณาจักรล้านช้างไม่มีศึกสงครามและการรุกรานจากภายนอกนับเป็นเวลากว่า 100 ปีจนกระทั่งตกมาถึงปี พ..2250 และปี พ..2256 อาณาจักร ล้านช้างหลวงพระบางและจำปาสักก็ได้ประกาศแยกตัวออกจากราชอาณาจักรล้านช้าง เวียงจันทน์ตามลำดับ โดยมีสาเหตุมาจากการแย่งชิงอำนาจระหว่างพี่น้องในราชวงศ์

ซึ่งด้วยความแตกแยกภายในดังกล่าวก็ได้ทำให้อาณาจักรล้านช้างทั้งสาม ต้องตกไปเป็นประเทศราชของสยามอย่างสมบูรณ์ ในปี พ..2322 อันเป็นที่มาของการกวาดต้อนคนลาวครั้งใหญ่ เฉพาะอย่างยิ่งในรัชสมัยพระเจ้านันทเสน (..2324-2337) นั้น นับเป็นช่วงที่คนลาวถูกสยามกวาดต้อนไปเป็นแรงงานขุดคลองในบางกอกมากที่สุด

อย่าง ไรก็ตาม ถึงแม้ว่าอาณาจักรล้านช้างจะตกเป็นประเทศราชของสยาม แต่ว่าในส่วนของนครเวียง จันทน์นั้นก็ได้รับการทำนุบำรุงในทุกๆด้านอย่างต่อเนื่อง เฉพาะอย่างยิ่งในรัชสมัยเจ้าไชยเชษฐาธิราชที่ 3 หรือ เจ้าอนุวงศ์ (.. 2346-2370) นั้น พระองค์ได้ทรงพยายามทำนุบำรุงนครเวียงจันทน์อย่างต่อเนื่อง เช่น โปรดให้สร้างพระราชวังหอโรง วัดศรีบุญเรืองที่หนองคาย หอพระแก้ววัดช้างเผือกที่ศรี เชียงใหม่ สะพานข้ามแม่น้ำโขงจากวัดช้างเผือกมาที่นครเวียงจันทน์ และ วัดสตหัสสาราม (วัดแสนหรือวัดศรีสะเกษในปัจจุบัน) เป็นต้น
นอก จากนี้ ยังสันนิษฐานกันว่ามีวรรณกรรมสองเรื่องที่เกิดขึ้นในรัชสมัยเจ้าอนุวงศ์ก็ คือสาส์นลึบบ่สูญ และวรรณกรรมร้อยแก้วเรื่องพระลักษณ์-พระราม

ครั้นเมื่อตกมาถึงปี พ..2370 พระเจ้าอนุวงศ์ ก็ทรงได้ประกาศกู้เอกราชจากสยาม ซึ่งก็ทำให้พระเจ้าแผ่นดินแห่งกรุงสยาม (พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว) ทรง เห็นว่าเจ้าอนุวงศ์นั้นเป็นกบฎ จึงให้ยกทัพไปตีนครเวียงจันทน์ และก็ให้ควบคุมตัว เจ้าอนุวงศ์ พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์มาที่กรุงสยามในปี พ..2371 โดยเจ้าอนุวงศ์นั้นก็สิ้นพระชนม์ในปีเดียวกันอันถือเป็นการสิ้นสุดของราชวงศ์แห่งอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์อีกด้วย

ส่วน นครเวียงจันทน์ในเวลานั้นก็ถูกทำลายอย่างย่อยยับ กำแพงเมืองถูกรื้อถอนอย่างสิ้นซาก ต้นไม้ใบหญ้าก็ถูกตัดทำลายแล้วเผาไหม้เป็นจุล พระพุทธรูปหลายร้อยหลายพันองค์ก็ถูกไฟเผาจนละลายและกองระเนระนาดอยู่ตาม วัดวาอารามต่างๆที่ถูกเผาไหม้ไปตามๆกัน โดยที่มีเพียงวัดศรีสะเกษเท่านั้นที่รอดพ้นจากการถูกเผาทำลาย แต่โดยสรุปรวมความแล้วก็คือว่านครเวียงจันทน์อันสวยงามและอุดมสมบูรณ์นั้น ได้กลับกลายเป็นเมืองร้างไปอย่างสิ้นเชิงในปี พ.. 2371 นั่นเอง

อาณาจักรล้านช้างตกเป็นประเทศราชของสยามจนถึงปี พ..2436 ฝรั่งเศสก็ได้ดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงทั้งหมดรวมถึงเกาะดอนต่างๆ ที่อยู่ในแนวแม่น้ำโขง ไปจากสยามตามสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ปี พ..2436 (..1893) ส่วนดินแดนฝั่งขวาแม่น้ำโขงนั้นก็ยังคงเป็นของสยามจนกระทั่งปี พ..2446 ฝรั่งเศสจึงได้ดินแดนที่เป็นอาณาเขตหลวงพระบางและจำปาสักที่อยู่ฝั่งขวาแม่น้ำโขงตามสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศสปี พ.. 2446 (..1903) นั่นเอง

ทั้งนี้ฝรั่งเศสได้ยกให้เขตหลวงพระบาง (เขตเหนือ) เป็นประเทศที่อยู่ในความอารักขา (Protectorate) โดย ได้มอบให้ พระเจ้าสักรินทรฤทธิ์ เป็นผู้ปกครองภายใต้การควบคุมดูแลของข้าหลวงฝรั่งเศสอีกต่อหนึ่ง ส่วนอาณาเขตนับจากแขวงเวียงจันทน์เรื่อยลงไปจนสุดแดนลาวทางภาคใต้นั้น ฝรั่งเศสก็ได้รวมเข้าเป็นหัวเมืองขึ้นหรืออาณานิคมของฝรั่งเศสโดยตรง ซึ่งก็ทำให้นครเวียงจันทน์ในช่วงเวลานั้นถูกจัดให้เป็นเมืองหนึ่งในแขวง เวียงจันทน์เท่านั้น

ส่วน ในด้านการปกครองนั้น ฝรั่งเศสก็มิได้ให้ความสำคัญกับลาวเท่าใดนักเมื่อเทียบกับเวียดนามและ กัมพูชา โดยถึงแม้ว่าจะมีการตั้งคนลาวเป็นเจ้าเมืองก็ตามแต่ก็ให้มีหน้าที่เพียงการ เก็บส่วยและเกณฑ์คนให้กับฝรั่งเศสเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ จึงทำสภาพชีวิตการกินอยู่ของคนลาวเป็นไปตามสภาพเดิม ทั้งยังส่งเสริมให้เล่นการพนัน สูบฝิ่นและดื่มเหล้าได้ตามใจชอบด้วยแล้วก็ยิ่งทำให้ฝรั่งเศสสามารถปกครองคน ลาวได้อย่างไม่ต้องกังวลใจเลยว่าจะมีการแข็งขืนเกิดขึ้น

ครั้นเมื่ออำนาจการปกครองของฝรั่งเศสในอินโดจีนเสื่อมลงอันเนื่องมาจากการพ่ายแพ้สงครามอย่างย่อยยับในปี พ..2497 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การพ่ายแพ้สงครามในสมรภูมิรบที่เดียนเบียนฟูทางภาคเหนือของเวียดนาม ซึ่งเป็นที่มาของสนธิสัญญาเจนีวาในปีดังกล่าว (..1954) นั้นก็หาได้เป็นผลทำ ให้ศึกสงครามในลาวสงบลงแต่อย่างใดไม่ เนื่องเพราะสหรัฐอเมริกานั้นได้เข้ามามีอิทธิพลในอินโดจีน (ลาว เวียดนาม และ กัมพูชา) แทนที่ฝรั่งเศสในปีถัดมา ด้วยหวั่นเกรงว่าลัทธิคอมมิวนิสต์จีนนั้นจะแผ่อิทธิพลเข้าสู่อินโดจีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั่นเอง

ทั้งนี้โดยรัฐบาลสหรัฐฯได้ทุ่มงบประมาณถึง 45 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อให้การช่วยเหลือแก่รัฐบาลลาวในแต่ละปีในช่วงปี พ..2498-2510 นั้นและเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 74 ล้าน ดอลลาร์สหรัฐต่อปีในช่วงปี พ..2511-2516 ก็ตาม แต่เกินกว่า 70% ของ งบประมาณดังกล่าวนี้ก็เป็นการทุ่มเทให้กับกองทัพของรัฐบาลลาวที่นคร เวียงจันทน์เพื่อต่อสู้กับฝ่ายคอมมิวนิสต์เป็นหลัก จึงทำให้การพัฒนาในด้านอื่นๆเช่นด้านคมนาคมและด้านการศึกษาได้รับการสนับ สนุนเพียง 8% ของความช่วยเหลือทั้งหมดเท่านั้น

ยิ่ง ไปกว่านั้น การที่ลาวต้องตกอยู่ภายใต้สภาวะของสงครามอย่างต่อเนื่องและยาวนาน จึงทำให้การพัฒนาในทุกๆด้านไม่สามารถดำเนินการได้อย่างเต็มที่ กล่าวคือในปี ค..1976 ทั่วประเทศลาวมีถนนลาดยางเพียง 1,427 กิโลเมตร ส่วนอีก 1 หมื่นกิโลเมตรก็เป็นถนนลูกรังที่ใช้การได้เฉพาะในช่วงหน้าแล้งเท่านั้น ในขณะที่ประชากรลาวก็มีรายได้เฉลี่ยต่อหัวเพียงไม่ถึง 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี

แต่ครั้นเมื่อพรรคฯ ได้สถาปนาสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวครบรอบ 35 ปีในปี ค..2010 ซึ่งก็นับเป็นโอกาสเดียวกันกับการสถาปนาเวียงจันทน์เป็นเมืองหลวงของลาวครบรอบ 450 ปีด้วยนั้น พรรคฯไม่เพียงจะสามารถทำให้ประชากรลาวมีรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้นถึง 10 เท่าและมีถนนที่เชื่อมต่อตั้ง แต่เหนือจรดใต้ได้เท่านั้น แต่พรรคฯยังทำให้ลาวมีเอกราชและอธิปไตยอย่างสมบูรณ์อีกด้วย

เพราะ ฉะนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใดที่พรรคฯ จะเชิดชูอดีตเจ้ามหาชีวิตผู้ซึ่งมีวีรกรรมทั้งในการ กอบกู้เอกราชและสร้างชาติเฉกเช่นเดียวกันกับวีรกรรมของพรรคประชาชนปฏิวัติ ลาวนั่นเอง!!!
ทรงฤทธิ์ โพนเงิน
ที่มา: http://www.oknation.net/blog/print.php?id=634096 

ท่าทางที่รูปปั้นที่แสดงอาการยื่นมือขวาออกไปข้างหน้า เป็นความหมายแห่งการแสดงการให้อภัย เพื่อมิตรภาพ
แสดงว่า คนลาวได้ให้อภัยศัตรูที่เคยเผาพลาญบ้านเรือนทำลายเมืองเวียงจันทร์จนย่อยยับ ในสมัยก่อน

ปัจจุบันการรบพุ่งแบบโบราณได้ถูกยกเลิกไปแล้ว คงไว้แต่ความเห็นอกเห็นใจ การเป็นพี่น้อง การอยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์
จึงเป็นนิมิตหมายที่ดีที่เราควรเอาเป็นเยี่ยงอย่างที่ดีในการให้อภัยซึ่งกันและกัน
 ...................................
รู้จัก 'เจ้าอะนุวง' ฉบับย่อ
กล่าวสำหรับอาณาจักรล้านช้าง เวียงจันทน์ ภายหลังได้ประกาศเอกราชจากพม่าในปี พ.ศ.2146 ในรัชสมัยของพระวรวงศาธรรมิกราช ซึ่งไม่มีศึกสงครามและการรุกรานจากภายนอกกว่า 100 ปี จนกระทั่งปี พ.ศ.2250 และปี พ.ศ.2256 อาณาจักรล้านช้างหลวงพระบางและจำปาสัก ก็ได้ประกาศแยกตัวออกจากราชอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์ตามลำดับ โดยมีสาเหตุมาจากการแย่งชิงอำนาจระหว่างพี่น้องในราชวงศ์

จากความแตกแยกภายในดังกล่าว ทำให้อาณาจักรล้านช้างทั้งสาม ต้องตกไปเป็นประเทศราชของสยามอย่างสมบูรณ์ พ.ศ.2322 แต่ว่าในส่วนของนครเวียงจันทน์นั้น ก็ได้รับการทำนุบำรุงในทุกๆ ด้านอย่างต่อเนื่อง เฉพาะอย่างยิ่งในรัชสมัย เจ้าไชยเชษฐาธิราชที่ 3 หรือพระเจ้าอนุวงศ์ หรือ 'เจ้าอะนุวง' (พ.ศ.2346-2370) นั้น พระองค์ได้ทรงพยายามทำนุบำรุง เช่น โปรดให้สร้างพระราชวังหอโรง วัดศรีบุญเรืองที่หนองคาย หอพระแก้ววัดช้างเผือกที่ศรีเชียงใหม่ สะพานข้ามแม่น้ำโขงจากวัดช้างเผือกมาที่นครเวียงจันทน์ และวัดสตหัสสาราม (วัดแสน หรือวัดศรีสะเกษในปัจจุบัน) เป็นต้น
นอกจากนี้ ยังสันนิษฐานกันว่ามีวรรณกรรมสองเรื่องที่เกิดขึ้นในรัชสมัยเจ้าอนุวงศ์ ก็คือสาส์นลึบบ่สูญ และวรรณกรรมร้อยแก้วเรื่องพระลักษณ์-พระราม 

ครั้นปี พ.ศ.2370 พระเจ้าอนุวงศ์ ก็ทรงได้ประกาศกู้เอกราชจากสยาม ซึ่งก็ทำให้พระเจ้าแผ่นดินแห่งกรุงสยาม (พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว) ทรงเห็นว่าเจ้าอนุวงศ์นั้นเป็นกบฏ จึงให้ยกทัพไปตีนครเวียงจันทน์ และก็ให้ควบคุมตัวเจ้าอนุวงศ์ พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์มาที่กรุงสยามในปี พ.ศ.2371
โดยเจ้าอนุวงศ์นั้น ก็สิ้นพระชนม์ในปีเดียวกัน อันถือเป็นการสิ้นสุดของราชวงศ์แห่งอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์อีกด้วย
ส่วนนครเวียงจันทน์ก็ถูกทำลายอย่างย่อยยับทุกอย่าง มีเพียงวัดศรีสะเกษเท่านั้น ที่รอดพ้นจากการถูกเผาทำลาย
............

หมายเหตุ : ข้อมูลจาก เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 963 วันที่ 12 พฤศจิกายน 2553
                คัดย่อบางส่วนจากบท ความเรื่อง 'นครหลวงเวียงจันทน์ 450 ปี' โดย ทรงฤทธิ์ โพนเงิน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหนังสือ 'เวียงจันทน์ 450 ปี ภายใต้การนำพาอันฉลาดส่องใส'