แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข้อคิด แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข้อคิด แสดงบทความทั้งหมด

แค่เถียงกันค่าเติมแก๊ซเกินไป ๑ บาท ๘๐ สตางค์ แล้วฆ่ากัน

เด็กปั๊มปืนดุ ยิงอดีต พล.ต.ท.ดับ เหตุไม่ยอมจ่ายส่วนเกินเติมแก๊ส 1.80 บาท เข้ามอบตัวแล้ว เผยผู้ตายเป็นตำรวจเก๊ อ้างมียศประกอบธุรกิจ

        จากกรณีข่าวเด็กปั๊มแก๊สแอลพีจีใน จ.จันทบุรี ก่อเหตุยิงอดีตตำรวจยศ พ.ต.ท.เสียชีวิต เนื่องจากไม่ยอมจ่ายเงินส่วนเกินเติมแก๊ส 1.80 บาทนั้น ล่าสุด มีรายงานว่า ผู้ต้องหาได้เข้ามอบตัวต่อ พล.ต.ต.สุรพล วิรัตน์โยสินทร์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดจันทบุรีแล้ว


การให้อภัย คนลาวให้อภัยคนไทย


“ใน ระยะประวัติศาสตร์อันยาวนานนั้น นครหลวงเวียงจันทน์ก็มีทั้งระยะเจริญรุ่งเรืองและระยะระทมขมขื่น ถูกทำลายเผาผลาญและตกเป็นเมืองขึ้นของศักดินาต่างด้าวและจักรพรรดิ์ต่างแดน แต่ระยะที่เวียงจันทน์มีความสว่างแจ้งกว่าระยะไหนๆนั้น ก็คือตั้งแต่ปี 1975 มา จนถึงปัจจุบัน ซึ่งมีพรรคประชาชนปฏิวัติลาวเป็นผู้นำพาทำให้ลาวได้เป็นประเทศที่มีเอกราช อำนาจอธิปไตย เอกภาพและประชาชนลาวได้เป็นเจ้าของประเทศชาติอย่างแท้จริง”

คำกล่าวข้างต้นนี้เป็นการแถลงโดย สมบัด เยียลิเฮอ (แกนนำชาวม้งฝ่ายตรงข้ามกับนายพลวั่ง ปาว)เจ้า ครองนครหลวงเวียงจันทน์ ซึ่งยืนยันว่านครหลวงเวียงจันทน์ในปัจจุบันนี้นับเป็นระยะที่ประชาชน ลาวสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างปกติสุขมากที่สุด ทั้งนี้ก็เนื่องจากว่าลาวภายใต้การนำพาของพรรคประชาชนปฏิวัติลาวนับตั้งแต่ ปี 1975 เป็น ต้นมาจนถึงทุกวันนี้ถือเป็นระยะที่ประเทศลาวนั้นมีเอกราช มีเอกภาพ มีอำนาจอธิปไตย และประชาชนลาวก็เป็นเจ้าตนเองอย่างแท้จริงนั่นเอง

กล่าวสำหรับในปี 2010 นี้ ซึ่งเป็นระยะของการสถาปนาเวียงจันทน์เป็นเมืองหลวงของลาวครบรอบ 450 ปี พอดีนั้น ทางการลาวก็ยังได้ดำเนินการจัดเตรียมความพร้อมด้านต่างๆ เพื่อรองรับการจัดงานเฉลิมฉลองในโอกาสดังกล่าวนี้อย่างยิ่งใหญ่ โดยกำหนดที่จะจัดขึ้นในโอกาสเดียวกันกับบุญนมัสการพระธาตุหลวงในระหว่างวัน ที่ 15-21 พฤศจิกายนปีนี้ที่นครหลวงเวียงจันทน์

ทั้ง นี้โดยกิจกรรมหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งและทางการลาวก็กำลังเร่งมือ ดำเนินการให้แล้วเสร็จทันกำหนดการเฉลิมฉลองนครหลวงเวียงจันทน์ครบรอบ 450 ปีดังกล่าวนี้ด้วยก็คือการก่อสร้างอนุสาวรีย์ของเจ้าอนุวงศ์ (เจ้ามหาชีวิตองค์สุดท้ายแห่งราชอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์) ที่จะมีความสูงถึง 17 เมตร (รวมฐานและแท่นยืนด้วย) ซึ่ง ถือว่าเป็นอนุสาวรีย์ของอดีตเจ้ามหาชีวิตลาวที่สูงที่สุดและจะต้องใช้ทองแดง เฉพาะการหล่อรูปปั้นของเจ้าอนุวงศ์คิดเป็นน้ำหนักรวมถึง 8 ตัน เพื่อให้ประดิษฐานที่สวนสาธารณะริมฝั่งโขงที่อยู่ตรงข้ามกับฝั่งอำเภอศรีเชียงใหม่ในเขตจังหวัดหนองคายของไทยพอดี

ยิ่ง ไปกว่านั้น ทางการลาวยังได้จัดเตรียมพิธีการเฉลิมฉลองอนุสาวรีย์เจ้าอนุวงศ์อย่างยิ่ง ใหญ่ด้วยการจัดขบวนแห่อันครึกครื้นและดึงดูดมวลชนคนลาวทุกชนชั้นทั้งจากภาย ในและต่างประเทศเข้าร่วมด้วยทั้งยังถือเป็นการเปิดฉากการเฉลิมฉลองนครหลวง เวียงจันทน์ครบรอบ 450 ปี อย่างเป็นทางการด้วยนั้นก็จะเห็นได้ว่าทางการลาวภายใต้การนำพาของพรรค ประชาชนปฏิวัติลาวนั้นได้ให้ความสำคัญกับเจ้ามหาชีวิตพระองค์นี้ไม่ยิ่ง หย่อนไปกว่า เจ้าฟ้างุ้ม เจ้ามหาชีวิตผู้สถาปนาอาณาจักรล้านช้างหลวงพระบางขึ้นในปี พ.ศ. 1900 และ เจ้าไชยเชษฐาธิราช เจ้ามหาชีวิตผู้สถาปนาเวียงจันทน์เป็นราชธานีของอาณาจักรล้านช้างแทนหลวงพระบางในปี พ.ศ. 2103 แต่อย่างใดเลย

ทั้งนี้โดยถึงแม้ว่าพรรคประชาชนปฏิวัติลาว จะได้ล้มล้างสถาบันกษัตริย์และระบบศักดินาในลาวนับตั้งแต่ปี 1975 เป็น ต้นมาแล้วก็ตามแต่ก็หาได้เป็นปัญหาอย่างใดไม่ ซึ่งนั่นก็เป็นเพราะว่าวีรกรรมของเจ้าอนุวงศ์ ที่พรรคฯลาวได้เชิดชูขึ้นมาเป็นธงนำในการก่อสร้างอนุสาวรีย์เจ้าอนุวงศ์ใน ครั้งนี้ ก็คือการเป็นเจ้ามหาชีวิตที่ได้กระทำในทุกวิถีทางเพื่อประกาศอิสรภาพและความ เป็นเอกราชของชาติลาว ซึ่งก็เช่นเดียวกันกับการต่อสู้และการนำพาของพรรคฯลาวนั่นเอง

กล่าวสำหรับอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์ภายหลังจากที่ได้ประกาศเอกราชจากพม่าในปี พ.ศ.2146 ในรัชสมัยของพระวรวงศาธรรมิกราช ซึ่งก็ทำให้อาณาจักรล้านช้างไม่มีศึกสงครามและการรุกรานจากภายนอกนับเป็นเวลากว่า 100 ปีจนกระทั่งตกมาถึงปี พ.ศ.2250 และปี พ.ศ.2256 อาณาจักร ล้านช้างหลวงพระบางและจำปาสักก็ได้ประกาศแยกตัวออกจากราชอาณาจักรล้านช้าง เวียงจันทน์ตามลำดับ โดยมีสาเหตุมาจากการแย่งชิงอำนาจระหว่างพี่น้องในราชวงศ์

ซึ่งด้วยความแตกแยกภายในดังกล่าวก็ได้ทำให้อาณาจักรล้านช้างทั้งสาม ต้องตกไปเป็นประเทศราชของสยามอย่างสมบูรณ์ ในปี พ.ศ.2322 อันเป็นที่มาของการกวาดต้อนคนลาวครั้งใหญ่ เฉพาะอย่างยิ่งในรัชสมัยพระเจ้านันทเสน (พ.ศ.2324-2337) นั้น นับเป็นช่วงที่คนลาวถูกสยามกวาดต้อนไปเป็นแรงงานขุดคลองในบางกอกมากที่สุด

อย่าง ไรก็ตาม ถึงแม้ว่าอาณาจักรล้านช้างจะตกเป็นประเทศราชของสยาม แต่ว่าในส่วนของนครเวียง จันทน์นั้นก็ได้รับการทำนุบำรุงในทุกๆด้านอย่างต่อเนื่อง เฉพาะอย่างยิ่งในรัชสมัยเจ้าไชยเชษฐาธิราชที่ 3 หรือ เจ้าอนุวงศ์ (พ.ศ. 2346-2370) นั้น พระองค์ได้ทรงพยายามทำนุบำรุงนครเวียงจันทน์อย่างต่อเนื่อง เช่น โปรดให้สร้างพระราชวังหอโรง วัดศรีบุญเรืองที่หนองคาย หอพระแก้ววัดช้างเผือกที่ศรี เชียงใหม่ สะพานข้ามแม่น้ำโขงจากวัดช้างเผือกมาที่นครเวียงจันทน์ และ วัดสตหัสสาราม (วัดแสนหรือวัดศรีสะเกษในปัจจุบัน) เป็นต้น
นอก จากนี้ ยังสันนิษฐานกันว่ามีวรรณกรรมสองเรื่องที่เกิดขึ้นในรัชสมัยเจ้าอนุวงศ์ก็ คือสาส์นลึบบ่สูญ และวรรณกรรมร้อยแก้วเรื่องพระลักษณ์-พระราม

ครั้นเมื่อตกมาถึงปี พ.ศ.2370 พระเจ้าอนุวงศ์ ก็ทรงได้ประกาศกู้เอกราชจากสยาม ซึ่งก็ทำให้พระเจ้าแผ่นดินแห่งกรุงสยาม (พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว) ทรง เห็นว่าเจ้าอนุวงศ์นั้นเป็นกบฎ จึงให้ยกทัพไปตีนครเวียงจันทน์ และก็ให้ควบคุมตัว เจ้าอนุวงศ์ พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์มาที่กรุงสยามในปี พ.ศ.2371 โดยเจ้าอนุวงศ์นั้นก็สิ้นพระชนม์ในปีเดียวกันอันถือเป็นการสิ้นสุดของราชวงศ์แห่งอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์อีกด้วย

ส่วน นครเวียงจันทน์ในเวลานั้นก็ถูกทำลายอย่างย่อยยับ กำแพงเมืองถูกรื้อถอนอย่างสิ้นซาก ต้นไม้ใบหญ้าก็ถูกตัดทำลายแล้วเผาไหม้เป็นจุล พระพุทธรูปหลายร้อยหลายพันองค์ก็ถูกไฟเผาจนละลายและกองระเนระนาดอยู่ตาม วัดวาอารามต่างๆที่ถูกเผาไหม้ไปตามๆกัน โดยที่มีเพียงวัดศรีสะเกษเท่านั้นที่รอดพ้นจากการถูกเผาทำลาย แต่โดยสรุปรวมความแล้วก็คือว่านครเวียงจันทน์อันสวยงามและอุดมสมบูรณ์นั้น ได้กลับกลายเป็นเมืองร้างไปอย่างสิ้นเชิงในปี พ.ศ. 2371 นั่นเอง

อาณาจักรล้านช้างตกเป็นประเทศราชของสยามจนถึงปี พ.ศ.2436 ฝรั่งเศสก็ได้ดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงทั้งหมดรวมถึงเกาะดอนต่างๆ ที่อยู่ในแนวแม่น้ำโขง ไปจากสยามตามสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ปี พ.ศ.2436 (ค.ศ.1893) ส่วนดินแดนฝั่งขวาแม่น้ำโขงนั้นก็ยังคงเป็นของสยามจนกระทั่งปี พ.ศ.2446 ฝรั่งเศสจึงได้ดินแดนที่เป็นอาณาเขตหลวงพระบางและจำปาสักที่อยู่ฝั่งขวาแม่น้ำโขงตามสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศสปี พ.ศ. 2446 (ค.ศ.1903) นั่นเอง

ทั้งนี้ฝรั่งเศสได้ยกให้เขตหลวงพระบาง (เขตเหนือ) เป็นประเทศที่อยู่ในความอารักขา (Protectorate) โดย ได้มอบให้ พระเจ้าสักรินทรฤทธิ์ เป็นผู้ปกครองภายใต้การควบคุมดูแลของข้าหลวงฝรั่งเศสอีกต่อหนึ่ง ส่วนอาณาเขตนับจากแขวงเวียงจันทน์เรื่อยลงไปจนสุดแดนลาวทางภาคใต้นั้น ฝรั่งเศสก็ได้รวมเข้าเป็นหัวเมืองขึ้นหรืออาณานิคมของฝรั่งเศสโดยตรง ซึ่งก็ทำให้นครเวียงจันทน์ในช่วงเวลานั้นถูกจัดให้เป็นเมืองหนึ่งในแขวง เวียงจันทน์เท่านั้น

ส่วน ในด้านการปกครองนั้น ฝรั่งเศสก็มิได้ให้ความสำคัญกับลาวเท่าใดนักเมื่อเทียบกับเวียดนามและ กัมพูชา โดยถึงแม้ว่าจะมีการตั้งคนลาวเป็นเจ้าเมืองก็ตามแต่ก็ให้มีหน้าที่เพียงการ เก็บส่วยและเกณฑ์คนให้กับฝรั่งเศสเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ จึงทำสภาพชีวิตการกินอยู่ของคนลาวเป็นไปตามสภาพเดิม ทั้งยังส่งเสริมให้เล่นการพนัน สูบฝิ่นและดื่มเหล้าได้ตามใจชอบด้วยแล้วก็ยิ่งทำให้ฝรั่งเศสสามารถปกครองคน ลาวได้อย่างไม่ต้องกังวลใจเลยว่าจะมีการแข็งขืนเกิดขึ้น

ครั้นเมื่ออำนาจการปกครองของฝรั่งเศสในอินโดจีนเสื่อมลงอันเนื่องมาจากการพ่ายแพ้สงครามอย่างย่อยยับในปี พ.ศ.2497 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การพ่ายแพ้สงครามในสมรภูมิรบที่เดียนเบียนฟูทางภาคเหนือของเวียดนาม ซึ่งเป็นที่มาของสนธิสัญญาเจนีวาในปีดังกล่าว (ค.ศ.1954) นั้นก็หาได้เป็นผลทำ ให้ศึกสงครามในลาวสงบลงแต่อย่างใดไม่ เนื่องเพราะสหรัฐอเมริกานั้นได้เข้ามามีอิทธิพลในอินโดจีน (ลาว เวียดนาม และ กัมพูชา) แทนที่ฝรั่งเศสในปีถัดมา ด้วยหวั่นเกรงว่าลัทธิคอมมิวนิสต์จีนนั้นจะแผ่อิทธิพลเข้าสู่อินโดจีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั่นเอง

ทั้งนี้โดยรัฐบาลสหรัฐฯได้ทุ่มงบประมาณถึง 45 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อให้การช่วยเหลือแก่รัฐบาลลาวในแต่ละปีในช่วงปี พ.ศ.2498-2510 นั้นและเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 74 ล้าน ดอลลาร์สหรัฐต่อปีในช่วงปี พ.ศ.2511-2516 ก็ตาม แต่เกินกว่า 70% ของ งบประมาณดังกล่าวนี้ก็เป็นการทุ่มเทให้กับกองทัพของรัฐบาลลาวที่นคร เวียงจันทน์เพื่อต่อสู้กับฝ่ายคอมมิวนิสต์เป็นหลัก จึงทำให้การพัฒนาในด้านอื่นๆเช่นด้านคมนาคมและด้านการศึกษาได้รับการสนับ สนุนเพียง 8% ของความช่วยเหลือทั้งหมดเท่านั้น

ยิ่ง ไปกว่านั้น การที่ลาวต้องตกอยู่ภายใต้สภาวะของสงครามอย่างต่อเนื่องและยาวนาน จึงทำให้การพัฒนาในทุกๆด้านไม่สามารถดำเนินการได้อย่างเต็มที่ กล่าวคือในปี ค.ศ.1976 ทั่วประเทศลาวมีถนนลาดยางเพียง 1,427 กิโลเมตร ส่วนอีก 1 หมื่นกิโลเมตรก็เป็นถนนลูกรังที่ใช้การได้เฉพาะในช่วงหน้าแล้งเท่านั้น ในขณะที่ประชากรลาวก็มีรายได้เฉลี่ยต่อหัวเพียงไม่ถึง 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี

แต่ครั้นเมื่อพรรคฯ ได้สถาปนาสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวครบรอบ 35 ปีในปี ค.ศ.2010 ซึ่งก็นับเป็นโอกาสเดียวกันกับการสถาปนาเวียงจันทน์เป็นเมืองหลวงของลาวครบรอบ 450 ปีด้วยนั้น พรรคฯไม่เพียงจะสามารถทำให้ประชากรลาวมีรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้นถึง 10 เท่าและมีถนนที่เชื่อมต่อตั้ง แต่เหนือจรดใต้ได้เท่านั้น แต่พรรคฯยังทำให้ลาวมีเอกราชและอธิปไตยอย่างสมบูรณ์อีกด้วย

เพราะ ฉะนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใดที่พรรคฯ จะเชิดชูอดีตเจ้ามหาชีวิตผู้ซึ่งมีวีรกรรมทั้งในการ กอบกู้เอกราชและสร้างชาติเฉกเช่นเดียวกันกับวีรกรรมของพรรคประชาชนปฏิวัติ ลาวนั่นเอง!!!
ทรงฤทธิ์ โพนเงิน
ที่มา: http://www.oknation.net/blog/print.php?id=634096 

ท่าทางที่รูปปั้นที่แสดงอาการยื่นมือขวาออกไปข้างหน้า เป็นความหมายแห่งการแสดงการให้อภัย เพื่อมิตรภาพ
แสดงว่า คนลาวได้ให้อภัยศัตรูที่เคยเผาพลาญบ้านเรือนทำลายเมืองเวียงจันทร์จนย่อยยับ ในสมัยก่อน

ปัจจุบันการรบพุ่งแบบโบราณได้ถูกยกเลิกไปแล้ว คงไว้แต่ความเห็นอกเห็นใจ การเป็นพี่น้อง การอยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์
จึงเป็นนิมิตหมายที่ดีที่เราควรเอาเป็นเยี่ยงอย่างที่ดีในการให้อภัยซึ่งกันและกัน
 ...................................
รู้จัก 'เจ้าอะนุวง' ฉบับย่อ
กล่าวสำหรับอาณาจักรล้านช้าง เวียงจันทน์ ภายหลังได้ประกาศเอกราชจากพม่าในปี พ.ศ.2146 ในรัชสมัยของพระวรวงศาธรรมิกราช ซึ่งไม่มีศึกสงครามและการรุกรานจากภายนอกกว่า 100 ปี จนกระทั่งปี พ.ศ.2250 และปี พ.ศ.2256 อาณาจักรล้านช้างหลวงพระบางและจำปาสัก ก็ได้ประกาศแยกตัวออกจากราชอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์ตามลำดับ โดยมีสาเหตุมาจากการแย่งชิงอำนาจระหว่างพี่น้องในราชวงศ์

จากความแตกแยกภายในดังกล่าว ทำให้อาณาจักรล้านช้างทั้งสาม ต้องตกไปเป็นประเทศราชของสยามอย่างสมบูรณ์ พ.ศ.2322 แต่ว่าในส่วนของนครเวียงจันทน์นั้น ก็ได้รับการทำนุบำรุงในทุกๆ ด้านอย่างต่อเนื่อง เฉพาะอย่างยิ่งในรัชสมัย เจ้าไชยเชษฐาธิราชที่ 3 หรือพระเจ้าอนุวงศ์ หรือ 'เจ้าอะนุวง' (พ.ศ.2346-2370) นั้น พระองค์ได้ทรงพยายามทำนุบำรุง เช่น โปรดให้สร้างพระราชวังหอโรง วัดศรีบุญเรืองที่หนองคาย หอพระแก้ววัดช้างเผือกที่ศรีเชียงใหม่ สะพานข้ามแม่น้ำโขงจากวัดช้างเผือกมาที่นครเวียงจันทน์ และวัดสตหัสสาราม (วัดแสน หรือวัดศรีสะเกษในปัจจุบัน) เป็นต้น
นอกจากนี้ ยังสันนิษฐานกันว่ามีวรรณกรรมสองเรื่องที่เกิดขึ้นในรัชสมัยเจ้าอนุวงศ์ ก็คือสาส์นลึบบ่สูญ และวรรณกรรมร้อยแก้วเรื่องพระลักษณ์-พระราม 

ครั้นปี พ.ศ.2370 พระเจ้าอนุวงศ์ ก็ทรงได้ประกาศกู้เอกราชจากสยาม ซึ่งก็ทำให้พระเจ้าแผ่นดินแห่งกรุงสยาม (พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว) ทรงเห็นว่าเจ้าอนุวงศ์นั้นเป็นกบฏ จึงให้ยกทัพไปตีนครเวียงจันทน์ และก็ให้ควบคุมตัวเจ้าอนุวงศ์ พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์มาที่กรุงสยามในปี พ.ศ.2371
โดยเจ้าอนุวงศ์นั้น ก็สิ้นพระชนม์ในปีเดียวกัน อันถือเป็นการสิ้นสุดของราชวงศ์แห่งอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์อีกด้วย
ส่วนนครเวียงจันทน์ก็ถูกทำลายอย่างย่อยยับทุกอย่าง มีเพียงวัดศรีสะเกษเท่านั้น ที่รอดพ้นจากการถูกเผาทำลาย
............

หมายเหตุ : ข้อมูลจาก เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 963 วันที่ 12 พฤศจิกายน 2553
                คัดย่อบางส่วนจากบท ความเรื่อง 'นครหลวงเวียงจันทน์ 450 ปี' โดย ทรงฤทธิ์ โพนเงิน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหนังสือ 'เวียงจันทน์ 450 ปี ภายใต้การนำพาอันฉลาดส่องใส'

ปิ่นหายป่วยอย่างอัศจรรย์

ปิ่น' ทึ่ง! บาทหลวงรักษากระดูก กลับมามีชีวิตใหม่ ไม่ต้องผ่าตัด


'ปิ่น' ทึ่ง! บาทหลวงรักษากระดูก กลับมามีชีวิตใหม่ ไม่ต้องผ่าตัด
พร้อมอุทิศตนเพื่อพระเจ้า ตามบาทหลวงไปช่วยเหลือคนอื่นต่อ
แต่ยังหักโหมไม่ได้...

เจอะหน้าสาว ปิ่น-เก็จมณี วรรธนะสิน นักแสดงชื่อดัง
ภรรยาสุดเลิฟของเจ้าพ่อแรพเปอร์เมืองไทย เจ-เจต ริน ที่งาน
อีเอฟเอ็มฟันแฟร์ จึงขออัพเดตอาการ ป่วยล่าสุด
ซึ่งปิ่นเผยด้วยอาการดีใจว่า ไม่ต้องผ่าตัดแล้ว หลังประสบอุบัติเหตุตกม้า
เผยใช้วิธีรักษาโดยการเยียวยาทางเลือกใหม่ กับบาทหลวงท่านหนึ่ง

อาการ ตอนนี้เป็นอย่างไร "ดีขึ้นเรื่อยๆ เดินได้ ไปไหนมาไหนได้
แต่เดินนานไม่ได้ ขับรถได้ แต่ช่วงสั้นๆ ดีใจที่ไม่ต้องผ่าตัด
มันเป็นความเชื่อของปิ่นเอง
คือได้รักษาแบบทางเลือกเป็นการเยียวยากับบาทหลวง คอซี่
เป็นการเยียวยาผ่านพลังงานของพระเจ้า ทำให้กระดูกของปิ่นที่ตายไปส่วนใหญ่
กลับมามีชีวิตอีก" เดิมต้องเข้ารับการผ่าตัด "ใช่คะ
ไปรักษากับบาทหลวงแล้ว จากนั้นกลับไปหาแพทย์ที่ผ่าตัด แพทย์ไปเอกซเรย์
หมอตกใจบอกว่ากระดูกที่ตายไปแล้ว กลับมามีชีวิต หมอก็งง
ก็ถามปิ่นว่าไปทำไรมา แต่เราไม่ได้พูดอะไร หมอก็บอกไม่ต้องผ่าตัดแล้ว
เราก็อยากกรี๊ดมาก ตอนนี้อุทิศตนเพื่อพระเจ้าแล้ว ตามบาทหลวง
คอซี่ไปทุกที ท่านเป็นบาทหลวงมาจากฟิลิปปินส์
ปกติจะมาเมืองไทยรักษาปีละสองครั้ง ถ้าท่านมาปิ่นก็ไปช่วยท่าน
ทำงานตรงนี้ทำให้เรารู้ว่าความเจ็บปวดเป็นอย่างไร
ปิ่นรู้สึกดีเวลาที่ช่วยคนอื่นเขาดีขึ้นก็รู้สึกดีขึ้น"

เกิดอัศจรรย์ในร่างกาย "ปิ่นป่วยมา 6
เดือนเราเหมือนได้รักษาแบบการใช้พลัง
เป็นการรักษาตามแบบศาสนาคริสต์ที่มีกันมาหลายชั่วอายุคน
ทำให้กระดูกที่ตายไปแล้ว ก็กลับมามีชีวิต
เหมือนมีเลือดมาหล่อเลี้ยงอัศจรรย์ ไม่เชื่อก็ไม่ได้ ปิ่นไม่ได้เล่นของ
เชื่อหลักเป็นเหตุเป็นผล เห็นด้วยตามาแล้ว"
ร่างกายตอนนี้หักโหมได้มากขนาดไหน "หักโหมไม่ได้
วันหนึ่งทำกิจกรรมได้อย่างเดียว ถ้าใช้งานเยอะกระดูกที่จะต่อก็ไม่ต่อ
โดยเฉพาะด้านซ้ายที่ได้ผ่าเอาไว้ คือเป็นลักษณะที่เอากระดูกมาปั้น
แล้วติดกาวเอาไว้ ผ่าตัดข้างเดียว ซ้าย แต่ก็ไม่ต้องผ่าแล้ว
ถ้าไม่ได้ไปหกล้ม"

ดูภาพ http://www.thairath.co.th/content/ent/126978

What is love?

What is love?
"...though I have the gift of prophecy, and understand all mysteries and all knowledge, and though I have all faith, so that I could remove mountains, but have not love, I am nothing"
(1 Corinthians 13:2).
Love never gives up.
Love cares more for others than for self.
Love doesn't want what it doesn't have.
Love doesn't strut,
Doesn't have a swelled head,
Doesn't force itself on others,
Isn't always "me first,"
Doesn't fly off the handle,
Doesn't keep score of the sins of others,
Doesn't revel when others grovel,
Takes pleasure in the flowering of truth,
Puts up with anything,
Trusts God always,
Always looks for the best,
Never looks back
But keeps going to the end.
When I was an infant at my mother's breast, I gurgled and cooed like any infant. When I grew up, I left those infant ways for good.

How to be a wise person

The Men of Proverbs

Proverbs 1:5

The Men of Proverbs: The Wise Man Dictionary "WISE": Properly having knowledge: hence havmg the power of discerning and judging correctly, or of discrirninating between what is true and what is false. The discrete use or application of knowledge.
Hebrew "WISE": To be wise in rnind, word, or act. Note: Knowledge + Understanding = Wisdom (Proverbs 2:6)
I. Actions of the Wise Man
    A. Listens.
      "A wise man will hear, and will increase learning; and a man of understanding shall attain unto wise counsels:" (Prov 1:5)
    B. Accepts Correction.
      1. "Reprove not a scorner, lest he hate thee: rebuke a wise man, and he will love thee." (Prov 9:8)
      2. "Give instruction to a wise man, and he will be yet wiser: teach a just man, and he will increase in learning." (Prov 9:9)
      3. "The ear that heareth the reproof of life abideth among the wise." (Prov 15:31)
      4. "A reproof entereth more into a wise man than an hundred stripes into a fool." (Prov 17:10)
      5. "The rod and reproof give wisdom: but a child left to himself bringeth his mother to shame." (Prov 29:15)
    C. Prepares.
      "He that gathereth in summer is a wise son: but he that sleepeth in harvest is a son that causeth shame." (Prov 10:5)
    D. Follows instruction.
      1. "The wise in heart will receive commandments: but a prating fool shall fall." (Prov 10:8)
      2. "A wise son heareth his father's instruction: but a scorner heareth not rebuke." (Prov 13:1)
      3. "Hear counsel, and receive instruction, that thou mayest be wise in thy latter end." (Prov 19:20)
    E. Gains Knowledge.
      1. "Wise men lay up knowledge: but the mouth of the foolish is near destruction." (Prov 10:14)
    F. Refrains his tongue.
      1. "In the multitude of words there wanteth not sin: but he that refraineth his lips is wise." (Prov 10:19)
      2. "Even a fool, when he holdeth his peace, is counted wise: and he that shutteth his lips is esteemed a man of understanding." (Prov 17:28)
      3. "A fool uttereth all his mind: but a wise man keepeth it in till afterwards." (Prov 29:11)
    G. Wins Souls.
      "The fruit of the righteous is a tree of life; and he that winneth souls is wise." (Prov 11:30)
    H. Hearkens to Counsel.
      1. "The way of a fool is right in his own eyes: but he that hearkeneth unto counsel is wise." (Prov 12:15)
      2. "Only by pride cometh contention: but with the well advised is wisdom." (Prov 13:10)
      3. "Hear counsel, and receive instruction, that thou mayest be wise in thy latter end." (Prov 19:20)
    I. Walks with wise men.
      "He that walketh with wise men shall be wise: but a companion of fools shall be destroyed." (Prov 13:20)
    J. Departs from evil.
      "A wise man feareth, and departeth from evil: but the fool rageth, and is confident." (Prov 14:16)
    K. Abstains from liquor.
      "Wine is a mocker, strong drink is raging: and whosoever is deceived thereby is not wise." (Prov 20:1)
    L. Obeys God's Law.
      "Whoso keepeth the law is a wise son: but he that is a companion of riotous men shameth his father." (Prov 28:7)
    M. Gets Understanding.
      1. "Counsel is mine, and sound wisdom: I am understanding; I have strength." (Prov 8:14)
      2. "In the lips of him that hath understanding wisdom is found: but a rod is for the back of him that is void of understanding." (Prov 10:13)
      3. "It is as sport to a fool to do mischief: but a man of understanding hath wisdom." (Prov 10:23)
      4. "Wisdom resteth in the heart of him that hath understanding: but that which is in the midst of fools is made known." (Prov 14:33)
      5. "Wisdom is before him that hath understanding; but the eyes of a fool are in the ends of the earth." (Prov 17:24)
    N. Fears God.
      1. "The fear of the LORD is the beginning of wisdom: and the knowledge of the holy is understanding." (Prov 9:10)
      2. "The wisdom of the prudent is to understand his way: but the folly of fools is deceit." (Prov 14:8)
      3. "The wise in heart shall be called prudent: and the sweetness of the lips increaseth learning." (Prov 16:21)
    O. Shows Respect for Others.
      "He that is void of wisdom despiseth his neighbour: but a man of understanding holdeth his peace." (Prov 11:12)
    P. Knows Prudence (discretion).
      1. "I wisdom dwell with prudence, and find out knowledge of witty inventions." (Prov 8:12)
      2. "The wisdom of the prudent is to understand his way: but the folly of fools is deceit." (Prov 14:8)
      3. "The wise in heart shall be called prudent: and the sweetness of the lips increaseth learning." (Prov 16:21)
II. Characteristics of the Wise Man.
    A. Fair and Just.
      1. "The mouth of the just bringeth forth wisdom: but the froward tongue shall be cut out." (Prov 10:31)
      2. "These things also belong to the wise. It is not good to have respect of persons in judgment." (Prov 24:23)
    B. Patient.
      "Scornful men bring a city into a snare: but wise men turn away wrath." (Prov 29:8)
    C. Humble.
      "When pride cometh, then cometh shame: but with the lowly is wisdom." (Prov 11:2)
III. Consequences of the Wise Man.
    A. Receives Honour
      1. "Length of days is in her right hand; and in her left hand riches and honour." (Prov 3:16)
      2. "The wise shall inherit glory: but shame shall be the promotion of fools." (Prov 3:35)
    B. Has a Glad Father.
      1. "The proverbs of Solomon. A wise son maketh a glad father: but a foolish son is the heaviness of his mother." (Prov 10:1)
      2. "A wise son maketh a glad father: but a foolish man despiseth his mother." (Prov 15:20)
      3. "My son, if thine heart be wise, my heart shall rejoice, even mine." (Prov 23:15)
      4. "The father of the righteous shall greatly rejoice: and he that begetteth a wise child shall have joy of him." (Prov 23:24)
      5. "My son, be wise, and make my heart glad, that I may answer him that reproacheth me." (Prov 27:11)
      6. "Whoso loveth wisdom rejoiceth his father: but he that keepeth company with harlots spendeth his substance." (Prov 29:3)
    C. Obtains Favour.
      1. "For whoso findeth me findeth life, and shall obtain favour of the LORD." (Prov 8:35)
      2. "The king's favour is toward a wise servant: but his wrath is against him that causeth shame." (Prov 14:35)
      3. "He that handleth a matter wisely shall find good: and whoso trusteth in the LORD, happy is he." (Prov 16:20)
    D. Has Length of Days.
      "Length of days is in her right hand; and in her left hand riches and honour." (Prov 3:16)
    E. Possesses Riches.
      "Length of days is in her right hand; and in her left hand riches and honour." (Prov 3:16)
    F. Has Ways of Peace and Pleasantness.
      "Her ways are ways of pleasantness, and all her paths are peace." (Prov 3:17)
    G. Has Happiness.
      1. "Happy is the man that findeth wisdom, and the man that getteth understanding." (Prov 3:13)
      2. "She is a tree of life to them that lay hold upon her: and happy is every one that retaineth her." (Prov 3:18)
    H. Is Protected.
      "Forsake her not, and she shall preserve thee: love her, and she shall keep thee." (Prov 4:6)
    I. Is Rewarded.
      "So shall the knowledge of wisdom be unto thy soul: when thou hast found it, then there shall be a reward, and thy expectation shall not be cut off." (Prov 24:14)
    J. Is Delivered.
      "He that trusteth in his own heart is a fool: but whoso walketh wisely, he shall be delivered." (Prov 28:26)


      http://www.brandonweb.com/sermons/sermonpages/proverbs1.htm

พระรับเงินทองถวายได้หรือไม่

...ได้มีกลุ่มพุทธศาสนิกชนยื่นแผ่นพับรณรงค์ต่อนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ
รมว.วัฒนธรรม เกี่ยวกับขอให้หยุดทำร้ายพระพุทธศาสนา หยุดทำบาปให้แก่ตนเอง
หยุดถวายทอง เงินแด่พระภิกษุและสามเณร
ซึ่งในเอกสารรณรงค์ได้ระบุถึงการถวายเงิน ทองแด่พระภิกษุ
สามเณรว่าผิดพระบัญญัติ โดยมีการอ้างอิงจากพระไตรปิฎกเล่ม 3 หน้า 940
เล่มสีน้ำเงิน และเล่ม 3 หน้า 887 เล่มสีแดง
ถึงพระบัญญัติที่พระพุทธองค์ได้ระบุไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
พวกเธอพึงยกสิขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ อนึ่งภิกษุใด รับก็ดี ให้รับก็ดี
ซึ่งทอง-เงิน หรือยินดีทอง-เงิน อันเขาเก็บไว้ให้ก็ดี
เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์ ต้องอาบัตินิสสัคคีย์ ต้องสละสิ่งของนั้นออกไป
จึงจะพ้นโทษ

ทั้งนี้ แผ่นพับรณรงค์ได้ระบุโทษของการทำผิดนิสสัคคิยปาจิตตีย์
ต้องตกโรรุวนรก 1 ชั่วอายุ คือ 4,000 ปี
ซึ่งพุทธศาสนิกชนที่ทำผิดกับพระเพราะถวายสิ่งของที่ผิดพระวินัยก็ต้องโทษเหมือนกับพระแต่ได้รับโทษเบากว่า
และท้ายเอกสารยังได้ระบุที่มาของเอกสารว่ามาจากสำนักสงฆ์ป่าสามแยก
บ้านห้วยยางทอง อ.น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์

นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.)
ยอมรับว่า คำสอน และพระธรรมวินัยของพระพุทธองค์ระบุไว้ว่า
ให้พระภิกษุละเว้นจากลาภ ชื่อเสียง เงิน ทอง จริง
แต่ขึ้นอยู่กับเจตนาด้วยว่า พระสงฆ์ยินดีในเงินทองนั้นหรือไม่
แล้วนำไปใช้อะไร ซึ่งตามหลักความเป็นจริงแล้วสมมติว่า
หากวัดชำรุดแล้วพระสงฆ์ไม่รับเงินบริจาคจากประชาชน
จะเอาเงินที่ไหนมาบูรณปฏิสังข์รวมทั้งจะพัฒนาพระพุทธศาสนา
ซึ่งจะต้องมองเจตนาว่าเป็นอย่างไร แต่ถ้าหากพระรูปนั้น โลภ
รับเงินบริจาคมาเพื่อใช้ในเรื่องส่วนตัว ก็ถือว่าผิด

ข่าวคริสตชน ๑๐ พ.ย.๒๐๑๐

รอดชีวิตด้วยศรัทธาและอดทน

          รอดชีวิตด้วยศรัทธาและอดทน 	

ช่วงเวลานี้โลก เผชิญกับภัยพิบัติมากมายและรุนแรงอยู่บ่อยครั้ง
ซึ่งผลกระทบนั้นก็มีมากขึ้นทุกที ก่อให้เกิดความสูญเสียอย่างใหญ่หลวง
เช่นประเทศอินโดนีเซียที่ต้องเจอกับสึนามิและภูเขาไฟระเบิด
ส่วนประเทศไทยเราที่เจอภัยแล้งยังไม่ทันไร ก็ต้องมาเจอกับอุทกภัยอีก
แต่ท่ามกลางภัยพิบัตินี้

ได้เห็นว่าเราคนไทยก็แสดงน้ำใจตอบสนองให้ความช่วยเหลือแก่เพื่อนคนไทยด้วย
กันที่ตกทุกข์ได้ยากอย่างรวดเร็ว
ด้วยกำลังทรัพย์และกำลังกายช่วยกันนำสิ่งของไปมอบให้กับพวกเขาจนถึงที่
บางพื้นที่ถนนถูกตัดขาด น้ำท่วมสูง
ก็มีหลายคนลุยน้ำและพายเรือเข้าไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่เดือดร้อนได้

น้ำใจของพี่น้องคนไทยที่ได้ให้ความช่วยเหลือกันนี้เป็นที่พอพระทัยพระ
เจ้า ดังตัวอย่างที่พบในพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่
ตอนที่นายร้อยคนหนึ่งซึ่งเป็นทหารโรมันชื่อ โครเนลิอัส
ท่านประจำการอยู่ที่ประเทศอิสราเอล

การอธิษฐานและการทำทานของท่านเป็นเหตุให้พระเจ้าทรงฟังคำอธิษฐานของท่าน
(กิจการ 10:4) โครเนลิอัสจ้องมองทูตองค์นั้นด้วยความตกใจกลัว และถามว่า
"นี่หมายความถึงอะไร ท่านเจ้าข้า?" ทูตสวรรค์จึงตอบท่านว่า
"คำอธิษฐานและการให้ทานของท่านขึ้นไปถึงพระเจ้าเป็นเหตุให้พระองค์ทรงระลึก
ถึงท่านแล้ว" ทูตสวรรค์จึงบอกโครเนลิอัสส่งคนไปหาอัครทูตเปโตร
ท่านก็เชื่อฟังทูตสวรรค์นั้น และได้ส่งคนไปเชิญเปโตรมายังบ้านของท่าน
และเมื่อเปโตรมาถึง
ท่านก็ได้อธิบายความจริงเรื่องความรอดผ่านทางพระเยซูคริสต์
โครเนลิอัสและเพื่อนของท่านที่ร่วมฟังคำเทศนาของเปโตรก็ได้รับความรอดในวัน
นั้น ความดีที่โครเนลิอัสไม่สูญเปล่า
เพราะท่านได้ตอบสนองต่อความรักของพระเจ้าที่ได้มอบให้แก่ท่าน

เรื่องราวทำนองเดียวกันนี้ก็ได้เกิดขึ้นในสมัยนี้ด้วยเช่นกัน
คนทั่วโลกต่างก็ได้ยินเรื่องราวของคนงานเหมือง 33
คนที่ติดอยู่ในเหมืองที่ประเทศชิลีนานถึง 69 วัน
พวกเขาได้รับความช่วยเหลือจากคนจำนวนมากจนรอดออกมาได้ทั้งหมด
ประสบการณ์ความทุกข์ยากและศรัทธาอันแรงกล้าของพวกเขาที่มีต่อพระเจ้า
การพึ่งพาความช่วยเหลือจากพระเจ้าเป็นแรงบันดาลใจให้คนจำนวนมากมีความเชื่อ
เช่นเดียวกับพวกเขา

แอนเดรส ซูกาเรต หัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการช่วยชีวิต
ซึ่งเป็นคนงานเหมืองคนที่ 24 ที่ได้รับการช่วยเหลือออกมา
ได้เล่าประสบการณ์ตอนที่พวกเขาติดอยู่ในเหมืองว่า
"เราร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า . เราทำสิ่งที่พระองค์พอพระทัย .
และทุกคนยอมรับพระองค์ . หลายคนคืนดีกับพระเจ้า บางคนทำสัญญากับพระ
องค์ ช่วงเวลาแห่งการอธิษฐาน, การอ่านพระคัมภีร์
เป็นช่วงเวลาที่พิเศษที่สุดสำหรับคนงานเหมือง
เพราะมันเป็นเวลาเดียวที่พวกเขาได้มาอยู่ร่วมกัน, มี 12 คนในตอนกลางวัน
และ 6 คนในตอนค่ำ พวกเขามาอยู่ร่วมเป็นหนึ่งเดียวกัน"

มาริโอกล่าวไว้เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2010 ว่า
"ผมอยู่กับพระเจ้าและปิศาจ พระเจ้ากับปิศาจต่อสู้กันเพื่อแย่งชิงตัวผม
และพระเจ้าเป็นผู้ชนะ ผมรู้ว่าพวกเขาจะพาผมออกไป
ผมมีความเชื่ออยู่เสมอในความเป็นมืออาชีพของชิลีและในพระผู้สร้างผู้ยิ่ง
ใหญ่ เราทั้ง 33 คนเดินจูงมือไปกับพระเจ้า"

คนเหล่านี้รอดชีวิตเพราะพวกเขามีความเชื่อในพระเจ้า
และมีความหวังว่าจะได้รับการช่วยเหลืออย่างแน่นอน
พวกเขารู้ว่าชีวิตของพวกเขาอยู่ในกึ่งกลางระหว่างความเป็นกับความตาย
พวกเขามั่นใจในความรักของพระเจ้าที่มีต่อพวกเขา
และพวกเขามั่นใจในฤทธานุภาพของพระเจ้าเหนือความตาย ดังนั้น
พวกเขาจึงมีความหวัง ถึงแม้จะต้องรอคอยความช่วยเหลือเป็นเวลานาน
ผมหวังว่าชาวชิลีทั้ง 33
คนนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้กับหลายคนที่ประสบความทุกข์ยาก
ที่จะมีความหวังและความอดทนในการรอคอยความช่วยเหลือจากพระเจ้า

ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 6 ฉบับ 284 วันที่ 6 - 12
พฤศจิกายน พ.ศ. 2553 หน้า 27 คอลัมน์ พระวจนธรรม โดย ศจ.ดร.เสรี
หล่อกัณภัย

สงครามล้างเผ่าพันธ์ใน..ราวันดา..(อย่าให้มันต้องเกิดในสยามเลย)รึว่าบางคนอยากให้เกิด

ทำไมรวันดา? ในปี ค.ศ. 1994 เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ขึ้นในรวันดา ประเทศเล็กๆ ประเทศหนึ่งในทวีปแอฟริกา ภายในช่วงเวลาเพียง 2 เดือน ชาวทุตซี่ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยในรวันดา (15 % ของประชากร) ถูกฆ่าตายไปทั้งสิ้น 800,000 คน (มากกว่า 80% ของประชากรทุตซี่) นับเป็นการสังหารหมู่ที่รวดเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ นักสังเกตการณ์หลายคนเรียกมันว่า โฮโลคอสต์ ภาค 2 (Holocaust คือ ชื่อเรียกการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ชาวยิวโดยระบอบนาซีในช่วงสงครามโกลครั้งที่ สอง)
รวันดา "ประเทศเล็ก ๆ ในทวีปแอฟริกา มีประชากรประมาณ 8 ล้านคนเศษ  เคยเป็นอาณานิคมของ เบลเยียมมาก่อน ภาษาที่ใช้คือ ภาษาฝรั่งเศส ภาษาอังกฤษ และภาษากินยาร์วันดา ประชาชนของรวันดา ประกอบด้วยคนสองเผ่าคือ เผ่าตุ๊ดชี่ (Tutsi) ซึ่งเป็นคนส่วนน้อยของประเทศ มีประมาณร้อยละ 15 แต่กลุ่มที่มีฐานะทางเศรษฐกิจค่อนข้างดี มีการศึกษาดีและส่วนใหญ่เป็นพวกนักรบ อีกเผ่าหนึ่งซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศคือ เผ่าฮูตู (Hutu)
ซึ่งส่วนใหญ่มีฐานะยากจน มีอาชีพทางด้านกสิกรรมเป็นส่วนใหญ่


เผ่าฮูตู และตุด
ซี่


ต่างผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนขึ้นบริหารประเทศ แล้วแต่ว่าใครจะชนะการเลือกตั้ง    
รวันดา เป็นประเทศที่กำลังพัฒนา ประชาชนยากจน 
อัตราการศึกษาของคนในชาติต่ำ การแบ่งปันทรัพยากรไม่เป็นธรรม
สังคมขาดความยุติธรรม ความขัดแย้งจึงมีขึ้นเป็นระยะ
พอมีความขัดแย้งกันก็มักใช้ความรุนแรงตอบโต้กันไปมา
การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในครั้งนั้น เกิดขึ้นในช่วง
6 เมษายน -กลางกรกฎาคม 2537 (100 วัน) เมื่อเผ่าฮูตู  
ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศขึ้นเป็นรัฐบาล
มีการปล่อยให้ ทหารบ้านชาวฮูตูสะสมอาวุธ และปล่อยให้วิทยุ 
โทรทัศน์ซึ่งเป็นสื่อสำคัญของรัฐที่เป็นชาวฮูตู
โหมกระพือความขัดแย้ง

    
มีการรังแกชาวตุดซี่จากความได้เปรียบที่ฝ่ายตนเป็นรัฐบาล
ชาวตุดซี่นำโดย นาย พอล คามากา ได้ตั้งกลุ่มชาวตุดซี่
ขึ้นมาต่อต้านรัฐบาล "เรียกว่ากฎบตุดซี่

มี การใช้สื่อเพื่อปลุกระดม รวบรวมชาวตุดซี่ให้ลุกขึ้น
ต่อต้าน รัฐบาลชาวฮูตูเห็นว่าชักจะคุมชาวตุดซี่ไม่ได้จึง
มีการใช้มาตรการรุนแรง ให้ทหารรัฐ และ
ทหารบ้านชาวฮูตู คัดแยกชาวฮูตู ออกจากชาวตุดซี่  

มีการ ประกาศปลุกระดมว่าชาวตุดซี่เป็นกบฎ
ถ้าไม่เห็นด้วยกับฮู ตูก็ให้ถือเป็นพวกตุดซี่ทั้งหมด
และเริ่มเกิดการฆ่าชาวตุดซี่ โดยทหารบ้านชาวฮูตู 
 ทหารบ้านก็พวกอาสาสมัครอะไรประมณเนี้ย
ชาวตุดซี่่จึงเริ่มมีกองกำลัง มีการใช้กำลัง
ลุกฮือขึ้นต่อสู้ จนถึงขั้นฆ่านายกรัฐมนตรีชาวฮูตูตาย


มีการฆ่า กันตายของคนทั้งสองฝ่ายทั่วรวันดา จากที่เคย
รักใคร่เป็นเจ้านายลูกน้องกัน เป็นเพื่อนรักกัน
จากที่เป็นเพื่อนบ้านกัน ที่เป็นญาติพี่น้องกัน
ฆ่ากันตายมั่วไปหมด เกิดเหตุ จลาจล ปล้นสดมภ์ ข่มขืน
ในช่วงเวลา 100 วันตั้งแต่วันที่ 6 เมษายนไป
จนถึงกลางเดือนกรกฎาคมในปี พ.ศ. 2537 
ชนพื้นเมืองชาวตุดซี (Tutsi) และชนพื้นเมืองชาวฮูตู
(Hutu) ถูกสังหารไปปประมาณ 800,000-1,071,000 คน
สังคมของรวันดาล่มสลายหมด




เหตุผล ที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ที่โหดเ้***
้ยมมอย่างนั้นขึ้นได้  ไม่มีสิ่งใด นอกจาก
"ความเกลียดชัง" ที่ปลุกฝังกันมาก่อนหน้านั้น
ให้เกลียดทุกเรื่องที่ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย

มีบทสรุป ที่น่าสนใจของเหตุการณ์ครั้งนั้นที่
ได้ถ่ายทอด ออกมาเป็นหนังสือชื่อว่าสื่อมวลชน
กับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในรวันดา
(The Media and the Rwanda Genocide, Pluto Press, 2007)
ในหนังสือมีเนื้อหาหลักๆ ที่เป็นข้อถกเถียงที่น่าสนใจคือ
คำถามใหญ่ที่ว่า "สื่อมีบทบาทในการก่อให้เกิดความรุนแรงจริงหรือไม่ ?"



1. สื่อแพร่กระจายความเกลียดชังอย่างตั้งใจ ยุยงผ่านคำพูด เพลงปลุกระดม คำขวัญ บทกลอน

2. สื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์ประสานงานในการลงมือ
ก่อความรุนแรงระหว่างนักการเมือง หัวรุนแรงกับเครือข่าย
ของพวกเขา มีหลักฐานมากมายว่าสถานีวิทยุ RTLM…..
เช่นสหประชาติ ท่านนายพล Dallaire ประกาศ ที่ประเทศรวันดา
ว่า สนธิสัญญายุติสงคราม พี่น้องเผ่าฮูตูกับเผ่าตุ๊ด สิ้นสุดลงแล้ว
ท่ามกลางความดีใจของประชาชนในประเทศ รวันดา
|แต่รายการวิทยุ Hutu Power Radio กลับปลุกระดม
และกระจายเสียงให้ชนเผ่า ชาวฮูตู เกลียดและ
ให้ฆ่าพี่น้องชนเผ่าตุ๊ดชี่

3.สื่อ ทำหน้าที่ชี้นำสาธารณะให้เห็นว่าความรุนแรง
เป็นทางออกและไม่เห็นด้วยกับ การแก้ปัญหา
อย่างสันติวิธี วิทยุบางสถานีและหนังสือพิมพ์บางฉบับ
ใน รวันดา จงใจชี้นำสาธารณะชน ว่าความขัดแย้ง
ที่กำลังเกิดขึ้นเป็นการต่อสู้ระหว่าง
"พวกเราคนส่วนใหญ่" กับ "พวกเขาคนส่วนน้อย"  
"เป็นการต่อสู้ระหว่างความดีกับความชั่ว"  
"สิ่งที่พวกตนกำลังดำเนินการอยู่เป็นเรื่องที่ทำได้ชอบธรรม
  คุ้มกับสิ่งที่ต้องเสียไป "และนั่นคือส่วนหนึ่งของบทสรุป
ของเหตุการณ์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ว่า
ทำไมถึงได้มียอดผู้เสียชีวิตมาก ถึง 800,000 คน









จนกระทั่ง คนที่อยู่ร่วมกันในสังคม แตกแยกกันอย่างสิ้นเชิง
เจ้านายเป็น ตุดซี่ ลูกน้องเป็น ฮูตู หรือ บ้างก็มี เจ้านายเป็นฮูตู
และลูกน้องเป็นตุดซี่ หรือเป็นเพื่อนบ้านกัน เป็นเพื่อนร่วม
โรงเรียนเดียวกัน เป็นเพื่อนร่วมงานกัน แม้กระทั่ง
เป็นสามีภรรยากัน มีลูกกัน กลายเป็นญาติกัน
เป็นคนรักกันแต่ตอนหลังต้องมาขัดแย้งกัน

เรื่อง เล่าที่เป็นโศกนาฎกรรมคือ บางครอบครัว
หัวหน้าครอบครัวต้องลงมือสังหารบุตร และภรรยาของตนเอง
เพียงเพื่อให้ลูกๆ และภรรยาไม่ต้องตายอย่างทรมาน
เพราะหากปล่อยให้พวก ทหารบ้าน (อาสาสมัคร)
ฮูตูฆ่าเอง พวกนั้นจะตัดมือตัดแขน และปล่อย
ให้ตายเองอย่างทรมาน หลายครอบครัว
จึงขอลงมือสังหารเอง เนื่องจากไม่มีทางรอดแล้ว

มนุษย์ มีบทเรียนทางประวัติศาสตร์ให้ทบทวนมากมาย
แต่เหตุร้ายมักกลับมา หมุนเวียนไปที่นั่นที่นี่ เสมอๆ

จากยุโรป สู่ตะวันออกกลาง สู่กัมพูชา ไปจนถึงรวันดา

Credit:atcloud.com...
(คนชาติเดียวกันเกิดมาบนผืนแผ่นเดียวกัน..
แต่แบ่งแยกแบ่งเผ่ากัน..ผมว่ามัน คงไม่มีปัญหา..
จุดสำคัญคือคนที่อยากแบ่งแยกแบ่งความเป็นชาติเดียวกัน..
จุด สำคัญทีต้องสอยลงมา)


ขอบคุณเพื่อนๆ ที่ส่งต่อกันมา

ความลับของมือถือ เคร็ดลับน่ารู้

ใคร ที่ ใช้โทรศัพท์มือถือ ตั้งใจอ่านดีๆ อ่านจบแล้วจะรู้ว่ามือถือไม่ได้มีไว้สำหรับ โทรเข้า-โทรออกเท่านั้น แต่ยังมีเคล็ดลับที่เพื่อนๆ ยังไม่รู้ซ่อนไว้อยู่ ถ้าอยากรู้ว่ามีไรอะไรบ้าง ลองมาดูกัน

1. หมายเลขสากลฉุกเฉิน 112 ใช้ได้ทั่วโลก
 ถ้า เกิดเราหลงไปอยู่ในเขตที่ไม่มีสัญญาณเลย แต่มีเหตุด่วนเหตุร้ายให้กด 112 แล้วมันจะหาเบอร์ให้เองอัตโนมัติแม้แต่เราล็อคปุ่ม ก็ยังกดเบอร์ นี้ได้ ทีนี้เราก็รอดตายแล้ว

2. ใช้ในกรณีที่ลืมกุญแจไว้ในรถ …
สำหรับ รถที่ใช้ Remote Key ถ้ารถล็อคไปแล้ว แต่เรามีกุญแจสำรองอยู่ที่บ้าน ให้โทรไปหาคนที่อยู่ที่บ้านด้วยมือถือ (เราต้องโทรไปหาเบอร์มือถือของเขาด้วยนะ) เมื่อเขารับแล้วให้เราบอกเขา ให้กดปุ่ม unlock บนกุญแจสำรอง ในขณะที่เราถือมือถือ ให้ห่างจากประตูรถประมาณ 1 ฟุต
( คนที่อยู่บ้านที่เราวานให้กด ต้องเอากุญแจไปจ่อใกล้กับมือถือของเขาในขณะที่กดปุ่ม) ประตูรถก็จะเปิดออก เหมือนเรากดปุ่มรีโมทด้วยตัวเอง ระยะทางไม่มีปัญหา แม้รถกับบ้านจะอยู่ห่างกันเป็นร้อยๆ กม. ก็ตาม

3. กรณีแบตใกล้จะหมด * 3370# สำหรับมือถือ Nokia
ถ้า เกิดถ่านเหลือน้อยเต็มที จนใกล้ดับแต่เราจำเป็นต้องโทรออกให้กด * 3370# มันจะรีดพลังสำรองที่ซ่อนออกมา แล้วแสดงให้เห็นว่า เพิ่มพลังถ่านให้ขึ้นมาอีก 50% และมันจะชดเชยส่วนสำรอง นี้ในการชาร์จแบตครั้งต่อไป

4. ถ้าโทรศัพท์หายต้องการทำให้ใช้ไม่ได้ตลอดไป
ใน กรณีนี้เราต้องใช้ หมายเลข serial number ประจำเครื่อง ซึ่งมี 15- 17 หน่วย การที่จะทราบหมายเลขนี้ กด * #06# แล้วหมายเลขประจำเครื่อง ก็จะขึ้นมาให้เห็นทันทีเหมือนเล่นกล จดไวแล้วเก็บไว้ให้ดี
 
…. ที่นี้ถ้ามือถือหายหรือตกหล่นให้โทรไปที่ศูนย์ แล้วแจ้งหมายเลขให้เขาไป เขาก็จะบล็อกเครื่องของเราให้ แล้วทีนี้มือถือที่หายไปจะใช้ไม่ได้อีกเลย ถึงแม้ว่าคนขโมยไปจะเปลี่ยน Sim card มันก็จะยัง ใช้ไม่ได้อยู่ดี แบบนี้สะใจดี โดยเฉพาะพวกที่ชอบขโมยมือถือ ลอง

ชีวิตของมหาเศรษฐี


"ไม่ต้องบินให้สูงอย่างใครเขา...
 
จงบินเอาเท่าที่เราจะบินไหว

ท่าที่บินไม่จำเป็นต้องเหมือนใคร

แค่บินไปให้ถึงฝัน เท่านั้นพอ"
 

The point...

ชีวิตพอเพียงของมหาเศรษฐีอันดับสองของโลก

Warren Buffett
http://news.bn.gs/images/articles/20080306065406686_1.jpg


มีรายการสัมภาษณ์หนึ่งชั่วโมงของสถานีโทรทัศน์ CNBC สัมภาษณ์ วอร์เรน บัพเฟตต์ มหาเศรษฐีอันดับสองของโลก (รองจากบิล เกตส์) ซึ่งบริจาคเงินให้การกุศลถึง 31,000 ล้านดอลล่าร์ 
(
เป็นเงินไทยก็ราวๆ 1,000,000,000,000 อ่านว่า 1 ล้าน ล้านบาท โอ้แม่เจ้า) 

ต่อไปนี้คือแง่มุมบางส่วนที่น่าสนใจยิ่งจากชีวิตของเขา : 

1) 
เขาเริ่มซื้อหุ้นครั้งแรกเมื่ออายุ 11 ขวบ และปัจจุบันบอกว่ารู้สึกเสียใจที่เริ่มช้าไป! 

2) 
เขาซื้อไร่เล็กๆ เมื่ออายุ 14 โดยใช้เงินเก็บจากการส่งหนังสือพิมพ์ 

3) 
เขายังอาศัยอยู่ในบ้านเล็กหลังเดิมขนาด 3 ห้องนอน กลางเมืองโอมาฮา ที่ซื้อไว้หลังแต่งงานเมื่อ 50 ปีก่อน เขาบอกว่ามีทุกสิ่งที่ต้องการในบ้านหลังนี้ บ้านเขาไม่มีรั้วหรือกำแพงล้อม 

4) 
เขาขับรถไปไหนมาไหนต้วยตนเอง ไม่มีคนขับรถหรือคนคุ้มกัน 

5) 
เขาไม่เคยเดินทางด้วยเครื่องบินส่วนตัว แม้จะเป็นเจ้าของบริษัทขายเครื่องบินส่วนตัวที่ใหญ่ที่สุดในโลก 

6) 
บริษัท เบิร์กไช แฮทะเวย์ ของเขามีบริษัทในเครือ 63 บริษัท เขาเขียนจดหมายถึงซีอีโอของบริษัทเหล่านี้เพียงปีละฉบับเดียว เพื่อให้เป้าหมายประจำปี เขาไม่เคยนัดประชุมหรือโทรคุยกับซีอีโอเหล่านี้เป็นประจำ 

7) 
เขาให้กฎแก่ ซีอีโอ เพียงสองข้อ 
กฎข้อ 1 อย่าทำให้เงินของผู้ถือหุ้นเสียหาย 
กฎข้อ 2 อย่าลืมกฎข้อ 1 

8 ) 
เขาไม่สมาคมกับพวกไฮโซ การพักผ่อนเมื่อกลับบ้าน คือทำข้าวโพดคั่วกินและดูโทรทัศน์ 

9) 
บิล เกตส์ คนที่รวยที่ สุดในโลก เพิ่งพบเขาเป็นครั้งแรกเมื่อห้าปีก่อน บิล เกตส์คิดว่าตนเองไม่มีอะไรเหมือนวอร์เรน บัพเฟตต์เลย จึงให้เวลานัดไว้เพียงครึ่งชั่วโมง แต่เมื่อบิล เกดส์ได้พบบัฟเฟตต์จริงๆ ปรากฏว่าคุยกันนานถึงสิบชั่วโมง และบิล เกตส์กลายเป็นผู้มีศรัทธาในตัววอร์เรน บัพเฟตต์ 

10) 
วอร์เรน บัพเฟตต์ ไม่ใช้มือถือ และไม่มีคอมพิวเตอร์บนโต๊ะทำงาน 

11) 
เขาแนะนำเยาวชนคนหนุ่มสาวว่า : 

ที่สุดของชีวิต คือ มีปัจจัย ๔ อย่างเพียงพอนั่นเอง 

มหาเศรษฐีหรือยาจก   กินข้าวแล้วก็อิ่ม1มื้อ เท่ากัน 
มหาเศรษฐีหรือยาจก   มีเสื้อผ้ากี่ชุด ก็ใส่ได้ทีละชุด เท่ากัน 
มหาเศรษฐีหรือยาจก        มีบ้านหลังใหญ่แค่ไหน พื้นที่ที่ใช้จริงๆ ก็เหมือนกันคือ ห้องนอน ห้องน้ำ ห้องครัว เหมือนกัน 
มหาเศรษฐีหรือยาจก   จะมียารักษาโรคดีแค่ไหน ยื้อชีวิตไปได้นานเพียงไร สุดท้ายก็ต้องตายเหมือนกัน



การกดขี่คริสเตียนในประเทศเกาหลีเหนือ

From: reewat@hotmail.com
To: kaochristian.editor@gmail.com
Subject: การกดขี่คริสเตียนในประเทศเกาหลีเหนือ
Date: Thu, 30 Sep 2010 11:33:20 +0000

Execution of Underground Chirstians in North Korea

Christiantoday.com  (English and Thai)
นิตยสารคริสเตียนทูเดย์ออนไลน์

 

เกาหลีเหนือได้สังหารผู้นำคริสตจักรใต้ดินของเกาหลีเหนือ และสั่งคุมขังคริสเตียนอีก 20 คน

แม้ว่าการการสั่งลงโทษดังกล่าวจะเกิดขึ้นตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมานานหลายเดือนแล้ว แต่เพิ่งจะมีข่าวเผยแพร่ออกมาในเดือนนี้

ตามการกล่าวอ้างของสำนักข่าวเอเชียนิวส์ ตำรวจเกาหลีเหนือได้บุกตรวจค้นบ้านของ คูวานดอง ในตำบล พยังซัง, จังหวัดพยังกอง  ตำรวจได้จับกุมผู้เชื่อพระเยซูทั้ง 23 คนที่มารวมตัวกันเพื่อกิจกรรมทางศาสนา
 

ผู้นำคริสเตียนถูกประหารชีวิตหลังจากถูกจับกุมไม่นานนัก  อีก 20 คนที่เหลือได้รับรายงานว่าถูกส่งไปค่ายใช้แรงงาน หมายเลข 15 ในเมือง ยอด๊อก ทั้ง 23 คนที่ถูกจับกุม ได้หันมานับถือพระเยซูหลังจากที่พวกเขาได้เดินทางไปทำธุรกิจที่ประเทศจีน และได้พบกับสมาชิกของคริสตจักรบางคนที่นั่น

กลุ่มเคลื่อนไหวชาวเกาหลีเหนือที่แปรพักตร์จากรัฐบาลเกาหลีเหนือที่ประการอยู่ในกรุงโซลประเทศเกาหลีใต้ได้ยืนยันข่าวนี้  กลุ่มผู้เคลื่อนไหวนี้พยายามสร้างความตระหนักแก่สังคมโลกว่ามีการปฏิบัติที่ไม่ชอบธรรมอยู่ในประเทศเกาหลีเหนือ

 

เป็นเวลา 8 ปีมาแล้วที่กลุ่ม Open Doors ได้จัดลำดับประเทศเกาหลีเหนือเป็นประเทศที่เลวร้ายที่สุดที่กดขี่และกวาดล้างคริสเตียน

ในปี ค.ศ. 2009 สมาคมผู้สื่อข่าวได้รายงานว่า ผู้หญิงคริสเตียนคนหนึ่งอายุประมาณ 33 ปี ในขณะที่เธอพยายามแจกจ่ายพระคัมภีร์ไบเบิ้ล  เธอจับกุมและถูกยัดเยียดข้อหาเป็นสายลับให้แต่คนต่างชาติ  ในที่สุดเธอถูกฆ่าตายต่อหน้าสาธารณชนในประเทศเกาหลีเหนือ

คาดว่ามีคริสเตียนในประเทศเกาหลีเหนือประมาณ 400,000 คน คนเหล่านี้ถูกข่มเหง ถูกคุมขัง ทรมาน และถูกทำทารุณกรรมต่อหน้าสาธารณะชนเพียงเพราะเจ้าหน้าที่รัฐบาลได้พบเห็นว่าพวกเขามีความเชื่อแบบคริสเตียน

การเป็นคริสเตียนในประเทศเกาหลีเหนือรัฐบาลของเขาถือว่าเป็นการความผิดทางอาญาร้ายแรง  ประชาชนทุกคนถูกบังคับให้ยึดหมั่นกับลัทธิบูชาบุคคล  การเชื่อหมั่นศรัทธาต่อผู้นำเผด็จการ และวิญญาณบรรพบุรุธของผู้นำเผด็จการ

ไม่มีความเชื่อทางศาสนาหรือลัทธิความเชื่อใดๆ ได้รับอนุญาตให้มีอยู่ในประเทศเกาหลีเหนือ

ประมาณการว่ามีผู้เชื่อที่เป็นคริสเตียนประมาณ 40,000-60,000 คน ถูกกักขัง หรือถูกส่งไปค่ายกักให้ใช้แรงงาน เพราะพวกเขาความเชื่อที่มีต่อพระเยซู

กลุ่ม The Voice of Martyrs Canada (กลุ่มเสียงร้องจากผู้พลีเพื่อพระคริสต์ในประเทศคานาดา) ได้กล่าวเรียกร้อง

ขอให้เราช่วยกันอธิษฐานเผื่อผู้เชื่อพระเยซูในประเทศเกาหลีเหนือด้วย เพราะพวกเขาอยู่ในภาวะเสี่ยงภัยอย่างมาก

ขอให้ผู้เชื่อพระเจ้าชาวเกาหลีเหนือมีโอกาสได้พบปะกัน และได้หนุนใจซึ่งกันและกันในความเชื่อ


แปลและเผยแพร่ โดย RW-

http://reewat.blogspot.com


ที่มา ของข่าว

http://www.christiantoday.com/article/north.korea.executes.underground.church.leaders/26540.htm


North Korea has executed three leaders of the underground church and jailed 20 other Christians, reports a news agency focused on Asia.
Although the execution and imprisonment happened in mid-May, news only got out this month.
According to AsiaNews, North Korean police raided a house in Kuwal-dong in Pyungsung county, Pyongan province, and arrested all 23 believers who were gathered there for religious activity.
The leaders were sentenced to death and soon after executed. The other 20 were reportedly sent to the infamous prison labour camp No 15 in Yodok. The 23 Christians had come to faith after some of them travelled to China on business and met with church members there.
North Korea Intellectual Solidarity, a group of North Korean defectors based in Seoul that seeks to raise awareness about injustice in North Korea, confirmed the events.
For eight straight years, Open Doors has ranked North Korea as the world's worst persecutor of Christians.
In 2009, the Associated Press reported that a 33-year-old Christian woman accused of distributing Bibles and "spying" for foreign countries was publicly executed in North Korea.
There are an estimated 400,000 Christians in North Korea who live under the constant threat of imprisonment, torture or public execution if authorities discover their Christian faith.
Being a Christian in North Korea is considered one of the worst crimes by the oppressive government. All citizens are forced to adhere to a personality cult revolving around the worship of the current dictator and his deceased father.
No other religious beliefs are allowed in the country.
An estimated 40,000 to 60,000 Christians are currently in prison labor camps because of their faith.
"Please pray for believers in North Korea who follow Jesus at great risk", urged The Voice of the Martyrs Canada.
"May they have opportunities to meet together and provide encouragement to one another."

http://www.christiantoday.com/article/north.korea.executes.underground.church.leaders/26540.htm

อยากมีความสุขฟังทางนี้ สดุดี 34.8


  บุคคลผู้ใดวางใจในพระเจ้าจะได้รับพระพร
 
 "ขอเชิญชิมดูแล้วจะเห็นว่า พระเจ้าประเสริฐ:
 คนที่ลี้ภัยอยู่ในพระองค์ก็เป็นสุข" (สดุดี 34:8)
 
 พระเยซูคริสต์ทรงประทานคำเทศนาบนภูเขา

เกี่ยวกับ "ผู้เป็นสุข" เป็นทัศนคติที่เราควรมี

คำสอนของพระองค์ไม่ใช่เป็นคำพูดซ้ำซาก
 แต่เป็นทัศนคติที่เกี่ยวข้องกับคุณลักษณะของชีวิตคริสเตียน
 
 ชื่อเสียงของคุณเป็นสิ่งที่คนอื่นคิดเกี่ยวกับคุณ...
 แต่คุณลักษณะเป็นสิ่งที่พระเจ้ารู้จักคุณ
 
 
 
 คำเทศนาบนภูเขาไม่ได้พูดว่า

"พระพรจะตกอยู่แก่สิ่งของที่คุณมี" หรือ
 "พระพรจะตกอยู่กับการกระทำของคุณ" แต่
 "พระพรจะตกอยู่กับความเป็นตัวตนของคุณ"

คนส่วนใหญ่ในโลกนี้กำลังทำสิ่งใด?
 พวกเขากำลังแสวงหาความสุข

ถ้าคุณแสวงหาความสุข คุณจะไม่มีวันพบมัน
 แต่ถ้าคุณถูกต้องจำเพาะพระพักตร์พระเจ้า

พระพรนั้นจะมาหาคุณเอง
 
 ถ้าคุณเป็นคนที่มองหาคุณค่าของตัวคุณเอง

จากสิ่งที่คุณมี หรือสิ่งที่คุณทำ
 สารภาพเสียต่อเบื้องพระพักตร์
 และเพ่งไปที่ทัศนคติที่คุณควรมี

จากคำเทศนาบนภูเขาในมัทธิว 5:3-11
 
 โดย: Pastor Adrian Rogers
 
 Daily devotional
 
 Love worth finding ministries: www.lwf.org
 
 http://www.churchofjoy.net/3644
Date: Sun, 8 Aug 2010 11:59:08 -0700


 Subject: [ข่าวคริสตชน www.KaoChristian.com]

 บุคคลผู้ใดวางใจในพระเจ้าจะได้รับพระพร
 From: editor@kaochristian.com
 To: christianthai@googlegroups.com

 

ต้นกำเนิดวันแม่ ทำอะไรให้แม่ดี

วันแม่ ทำอะไรให้แม่ดีนะ

คมชัดลึก :
 
ในสังคมโลก "วันแม่" เกิดขึ้นตั้งแต่ พ.ศ.2457
ที่สหรัฐอเมริกา
เมื่อคุณครูผู้หญิงคนหนึ่งลุกขึ้นมาเสนอให้มีวันแม่ขึ้นอย่างเป็นทางการ
ซึ่งบรรลุความสำเร็จเมื่อประธานาธิบดีวูดโรว์ วิลสัน
ได้ประกาศให้ทุกวันอาทิตย์ที่สองของเดือนพฤษภาคมเป็น "วันแม่แห่งชาติ"
และมีดอกคาร์เนชั่นที่มีหน้าตาคล้ายๆ ดอกมะลิซ้อนบ้านเราเป็นสัญลักษณ์
แถมยังมีการแบ่งสีเอาไว้ด้วยว่ากรณีที่คุณแม่ยังมีชีวิตอยู่ใช้ดอกคาร์เนชั่นสีชมพู
แต่ถ้าคุณแม่เสียชีวิตไปแล้วเขาจะใช้ดอกคาร์เนชั่นสีขาว

ในบ้านเราประกาศให้มีวันแม่ตั้งแต่ พ.ศ.2493 โดยรัฐบาลจอมพลป.
พิบูลสงคราม กำหนดให้ทุกวันที่ 15 เมษายนของทุกปีเป็นวันแม่
และต่อมาได้เปลี่ยนเป็นวันที่ 12 สิงหาคม หรือวันเฉลิมพระชนมพรรษา
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เป็น "วันแม่แห่งชาติ" ตั้งแต่ พ.ศ.
2519 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน โดยระบุให้ดอกมะลิที่มีสีขาวบริสุทธิ์
มีกลิ่นหอมเย็นชื่นใจและหอมนาน เป็นดอกไม้สัญลักษณ์

สมัยก่อนเวลาพูดถึงวันแม่
ผู้คนส่วนใหญ่มักน้อมรำลึกถึงสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
เป็นสำคัญ นึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อปวงราษฎรของพระองค์
นึกถึงภาพที่พระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปตามท้องถิ่นต่างๆ
พร้อมกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตลอดเวลา
นึกถึงภาพงานเฉลิมฉลองที่มีหน่วยราชการต่างๆ
พร้อมใจกันจัดขึ้นอย่างสนุกสนาน ครึกครื้น ด้วยมหรสพมากมาย
ซึ่งคนต่างจังหวัดที่เข้ามาทำมาหากินในกรุงเทพฯ
ก็มักถือเป็นโอกาสได้กลับไปเยี่ยมครอบครัว เยี่ยมพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย
ที่บ้านเกิด
ซึ่งก็ส่งผลให้วัดวาอารามตามหัวเมืองถือเป็นโอกาสพิเศษจัดงานเฉลิมฉลอง
เชิญชวนคนไปทำบุญได้อีกวาระหนึ่ง

เดี๋ยวนี้ คำว่าวันแม่ดูจะขยายวงกว้างออกไป
คือนอกเหนือจากกิจกรรมเพื่อเทิดพระเกียรติพระแม่แห่งแผ่นดิน
ซึ่งยังคงดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่องแล้ว
เรายังมีกิจกรรมเพื่อแม่ของประชาชนแต่ละคนด้วย ดังนั้น
วันแม่สมัยนี้เราจึงเห็นภาพกิจกรรมภายในครอบครัวรูปแบบต่างๆ
ที่ลูกๆแสดงออกถึงความรัก ความกตัญญูที่มีต่อแม่บังเกิดเกล้า

กิจกรรมยอดนิยมในอันดับต้นๆ น่าจะเป็นการพาแม่ไปเที่ยว
เพราะบางครอบครัวลูกกับแม่อาจไม่ค่อยไปเที่ยวด้วยกันบ่อยนัก
การพาแม่ไปทานอาหารนอกบ้าน เป็นมื้อพิเศษตามฐานะ
ซึ่งไม่จำเป็นต้องแพงหรือหรูหรา แต่อย่างน้อยก็น่าจะแปลกๆ หน่อย
พาแม่ไปเสริมสวย ไปนวดตัวนวดหน้า ทำสปา
ก็น่าจะเป็นอีกวิธีหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะด้วยสัญชาตญาณของความเป็นผู้หญิง
แม้แม่หลายคนจะสูงวัยแล้ว
แต่ก็เชื่อว่าความรักสวยรักงามน่าจะยังคงมีอยู่ในใจ

พาแม่ไปทำบุญก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง แม่บางคนแก่แล้ว
โอกาสจะไปทำบุญแต่ละครั้งค่อนข้างยาก ไม่มีคนพาไปบ้าง
หรือแม่บางคนเดินเหินไม่ค่อยสะดวกแล้วไปเองไม่ได้
หรือวัดที่อยากไปอยู่ไกลบ้าน
ก็น่าจะถือโอกาสนี้เป็นจังหวะดีที่จะได้ทำบุญร่วมกันทั้งครอบครัว
เผื่อชาติหน้าจะได้เกิดมาเป็นแม่ลูกกันอีก

พูดถึงเรื่องบุญกรรมคนสมัยใหม่อ่านเจอเข้าก็คงขำๆ มองเป็นเรื่องเหลวไหล
เพ้อเจ้อ โบราณ ไม่มีข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ แต่น่าแปลกที่เพื่อนๆ
หลายคนที่จบมาทางวิทยาศาสตร์ เป็นวิศวกร เป็นหมอ
กลับทำบุญอย่างเอาจริงเอาจัง
แถมคอยบอกผมเสมอว่าเวรกรรมและบาปบุญนั้นมีจริง
แถมยุคนี้บาปบุญปรับตัวตามทันโลกแห่งยุคดิจิทัล
คือตามทันอย่างรวดเร็วราวกับออนไลน์ ไม่เชื่อก็ลองดูได้

อีกวิธีที่ที่น่าสนใจคือการนัดกันในหมู่พี่ๆ น้องๆ
ยกขบวนกันไปกราบแม่ที่บ้านเดิม อย่างพร้อมหน้าพร้อมตา เอาดอกมะลิไปไหว้
เอาของขวัญไปมอบ หาขนมอร่อยๆ ที่แม่ชอบทาน เสื้อผ้าแนวที่แม่ชอบใส่ไปให้
ซึ่งเรามักได้ยินประโยคที่คล้ายๆ กันจากปากแม่ทุกๆ คนเสมอว่า
ไม่ต้องซื้อหาอะไรมาให้แม่หรอก เปลืองตังค์เปล่าๆ เก็บเงินไว้ใช้เถอะนะ
ขอแค่โทรมาให้แม่ได้ยินเสียงบ่อยๆ หรือแวะมาหาแม่บ้าง
แค่นี้แม่ก็มีความสุขเกินพอแล้ว

วันแม่ ลูกอย่างคุณเตรียมตัวจะทำอะไรให้แม่แล้วหรือยัง